Sanzingtui วิทยาการชนชาติไท ยุคสำริด สิ่งที่พิสูจน์ได้คือ สารประกอบที่ใช้ทำสำริด
สำริด หรือ สัมฤทธิ์ (Bronze) เป็นโลหะผสม (Alloy) ที่มีส่วนประกอบหลักคือ
– ทองแดง (Copper – Cu): เป็นโลหะหลักที่มีปริมาณมากที่สุด (ราว 70% – 90%)
– ดีบุก (Tin – Sn): เป็นโลหะรองที่ตั้งใจเติมลงไปผสม (ตั้งแต่ 1% ขึ้นไป, ทั่วไปอยู่ที่ 10% หรือมากกว่านั้น)
:: ส่วนผสมเพิ่มเติม ::
– สารหนู (Arsenic): พบได้ในสำริดยุคโบราณระยะแรกๆ (เรียกว่า Arsenical bronze)
– สังกะสี (Zinc) หรือ ตะกั่ว (Lead): เติมลงไปเพื่อช่วยให้หล่อง่ายขึ้น หรือปรับคุณสมบัติและสีของเนื้อโลหะ
– ส่วนผสมธาตุอื่น ๆ : เช่น ฟอสฟอรัส, แมงกานีส, อะลูมิเนียม หรือ ซิลิกอน เพื่อเพิ่มความแข็งแรง และความทนทานต่อการกัดกร่อน

:: สัมริด คือ โลหะธาตุจำนวน หลายชนิดนำมาหลอมรวมกันแล้วสร้างเป็นวัตถุอุปกรณ์โดยส่วนมากนั้นจะใช้เพื่อประโยชน์ทางศาสนาเป็นหลักโดยเฉพาะศาสนา​พราหมณ์​-ฮินดู​ (นิยมมากในรัฐทางตอนใต้ของอินเดีย) ซึ่งใช้มาแต่โบราณ​โดยสัมฤทธิ์​อินเดียดังกล่าวมักจะกำหนดโลหะธาตุที่ใช้ผสมไว้เป็นจำนวนชัดเจนอยู่ 3 กลุ่มใหญ่ คือ
– ปัญจโลหะ (ผสมธาตุโลหะ 5 ชนิดคือ เหล็ก ทองเหลือง ทองแดง เงินและทองคำ) ซึ่งเป็นจำนวนเบื้องต้นโดยง่ายในการจัดสร้างวัตถุตามความเชื่อ
– สัตตโลหะ (ผสมธาตุโลหะ 7 ชนิดคือ เหล็ก ปรอท ทองแดง เงิน ทองคำ ทองเหลืองและดีบุก) โลหะธาตุจำนวนนี้มักใช้ในกลุ่มของศาสนสถานตั้งแต่สถานที่เล็กไปจนถึงสถานที่ใหญ่โต
– นวโลหะ (ผสมธาตุโลหะ 9 ชนิดคือ เหล็ก ปรอท ทองแดง เงิน ทองคำ สังกะสี ดีบุก ทองเหลืองและตะกั่ว) ซึ่งโลหะธาตุ​นี้มักจัดสร้างในศาสนสถานที่สำคัญและเป็นวาระพิเศษกว่ากรณีอื่น ๆ เพราะมีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดเนื่องจากต้องระดมโลหะธาตุมาหลอมรวมหลายชนิด

เหตุที่เรียกวัตถุที่ผสมโลหะธาตุต่าง ๆ ของชมพูทวีปนั้นว่า สัมฤทธิ์ ​หรือ สำริด ก็เพราะว่าเมื่อทำการหล่อวัตถุนั้นขึ้นแล้วสีของวัตถุนั้นจะออกได้หลายเฉด โดยเฉพาะออกสีเหลืองส้มอมแดง จึงเรียกว่าสัมฤทธิ์​เช่นกัน แต่จะพิเศษกว่าคือสัมฤทธิ์​อินเดียจะไม่มีการขึ้นของสนิมต่าง ๆ ทั้งสิ้น จะมีเพียงแต่การหมองลงจากการที่โลหะธาตุที่ผสมบางชนิดจะมีปฏิกิริยา​กับอากาศเท่านั้น (เช่น เงิน ทองเหลืองและทองแดง)

แต่ก็สามารถ​ใช้วิธีขัดล้างได้เหมือนกับวัตถุโลหะทั่วไป และสามารถสร้างรายละเอียดตกแต่งลวดลาย​ในวัตถุได้คมชัดกว่าโลหะชนิดอื่น ๆ แบบเดี่ยวโดดเนื่องจากสัมฤทธิ์​อินเดียมีคุณสมบัติ​จากธาตุโลหะต่าง ๆ ที่นำมาประกอบกันจึงทำให้มีราคาสูงและมีน้ำหนักมากอีกทั้งมีความยืดหยุ่นทำให้ไม่มีการแหว่งเว้าหรือเป็นเม็ดฟองในเนื้อสัมฤทธิ์​ขณะทำการหล่อขึ้นมา ซึ่งผลงานเหล่านี้มักปรากฏในการสร้างเทวรูปเป็นส่วนใหญ่ และ มีการใช้สัมฤทธิ์​ในอินเดียมาตั้งแต่ยุคโบราณ เช่น ศิลปะยุคดราวิเดียน หรือในยุคหลังใช้ชื่อว่า ทมิฬนาฑู ​นั่นเอง

สัมฤทธิ์​ที่แพร่หลายในชมพูทวีป โดยเฉพาะพบในโบราณสถานประเทศอินเดียปัจจุบีน ล้วนมาจากช่างชาวอริยกะ(อริยกะ แปลว่า ผู้มาจากดินแดนตะวันออก ในพื้นที่อินเดียนั้นจะมีชนภารตะ(ชาวพื้นเมือง และ มิลักขะ คือ ชาวป่า) ชาวอริยกะได้สร้างความเจริญให้กับดินแดนชมพูทวีป สร้างอาณาจักร ศาสนา และ ประเพณีวัฒนธรรมสืบมาขนปัจจุบัน

งานสัมฤทธิ์ที่สร้างด้วยมือมีผลต่อให้เกิดการค้าเสมอมา ความจริงแล้ว นักโบราณคดีคาดว่า การค้าดีบุกที่เกิดขึ้นอย่างจริงจัง เป็นเหตุให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่ยุคเหล็ก ปัจจุบันไม่อาจหาช่างผู้เชี่ยวชาญในการทำสัมฤทธิ์ ให้สมบูรณ์แบบโบราณกาลนั้นยากยิ่ง จึงไม่ค่อยได้ในการสร้างยุคใหม่ จะพบเห็นได้ก็จากงานศิลปะโบราณวัตถุเท่านั้น เนื่องจากมูลค่าของการสร้างงานด้วยสัมฤทธิ์นั้น มีความสวยงามกว่าวัสดุอื่น เช่น เหล็ก ทองเหลือง หรือ ทองแดง ซึ่งมีสูตรลับของส่วนผสมเฉพาะ ที่สาปสูญไปจากอันเกิดผลการสังหารประชาชนในยุคล่าอาณานิคมของอังกฤษ

Kuru Rin Po Chae
2 Nov 2569
02:22:am




By admin