หลานหลิงหวาง จอมทัพหน้ากากอสูร
ปลายยุคราชวงศ์เหนือใต้ ราชวงศ์เว่ยของชนชาติไทป้า (จีนออกเสียงเป็นเป่ย หรือ ไป หรือ ป้า) เซียนเป่ย เป็นตระกูลไทปา (จีนออกเสียงเป็น ทัวปา ซึ่งหลังตั้งราชวงศ์เว่ย เปลี่ยนมาใช้แซ่ หยวน) ที่เคยปกครองภาคเหนือของจีนจึงถูกเรียกว่า เป่ยเว่ย(เป่ย มาจากคำว่า ไป๋ หรือ ป้า ส่วนคำว่า เว่ย มาจากคำว่า วัด รวมความคือ ไทวัด หรือ ไทเวียด หรือ ต้าเวียด ภายหลังสงครามน่านเจ้า หรือ สามก็ก จึงมีการอพยพลงใต้เป็นต้นกำเนิดของชาวเวียตนามในปัจจุบัน) ต่อมาได้แตกเป็นแคว้นเว่ยตะวันออก หรือ ต้าเว่ยและเว่ยตะวันตก หรือ ซีเว่ย ส่วนภาคใต้ของจีนถูกปกครองในอำนาจของราชวงศ์เฉินที่ชิงอำนาจราชวงศ์เหลียงมาได้ โดยราชวงศ์เหลียงถอยไปตั้งแคว้นเล็กชื่อ ซีเหลียง(เหลียงตะวันตก)


ต่อมา ซีเว่ยถูกขุนศึกตระกูลอวี่เหวินยึดอำนาจเปลี่ยนเป็นแคว้นเป่ยโจว(โจวเหนือ) ส่วนต้าเว่ยถูกขุนนางตระกูลเกา ยึดอำนาจและตั้งแคว้นเป่ยฉี(ฉีเหนือ) ซึ่งทั้งสองแคว้นรวมทั้งราชวงศ์เฉินและแคว้นซีเหลียงต่างก็ทำสงครามแย่งชิงดินแดนกันโดยตลอด

ขณะเดียว ทางเหนือ นอกแนวกำแพงยักษ์ ก็เป็นดินแดนของชาวถูเจวี๋ยซึ่งเป็นชนเชื้อสายเติร์ก(ในหน้าประวัติศาสตร์สากลเรียกว่า ทุจี หรือ ชาวตุรกีในปัจจุบัน ชนพวกนี้เป็นเผ่าเร่ร่อน รับจ้างคุ้มครองขบวนคาราวานพ่อค้า บนเส้นทางสายไหม) ชาวทุจีที่ขึ้นเป็นใหญ่ได้ตั้งแว่นแคว้นของตนขึ้นสุดเส้นทางสายไหม ติดกับทะเลเมอริเตอเรเนี่ยน ภายหลังจากโค่นล้มสมาพันธ์โหลวหลานที่ตั้งขึ้นโดยชาวไทหาญลงไปแล้ว ซึ่งอาณาจักรถูเจวี๋ย หรือ ทุจี นี้ ก็ได้ส่งกองทหารเข้าคุกคาม ปล้นสะดมในดินแดนของไทหาญภาคเหนือเป็นระยะ ต่อเนื่องมิได้ขาด

สำหรับแคว้นเป่ยฉีนั้นอยุ๋ในอาณาจักรหนองแส นับแต่ก่อตั้ง ก็มีการชิงอำนาจในหมู่พี่น้องอย่างโหดเหี้ยมมาตลอด ซึ่งท่ามกลางสถานการณ์สงครามและการแย่งชิงนี้เอง ที่หลานหลิงหวางได้ถือกำเนิดขึ้นมา


หลานหลิงหวาง มีนามว่า เกาซู่ หรือ เกาเซี่ยวกวาน สมญา เกาฉางกง เกิดปี พ.ศ.1084 เป็นบุตรคนที่สี่ของ เกาเฉิง ซึ่งเป็นบุตรคนโตและผู้สืบทอดตำแหน่งของอัครเสนาบดี เกาฮวานแห่งต้าเว่ย ส่วนมารดานั้นไม่ปรากฏชื่อ แต่บันทึกบางฉบับเล่าว่า มารดาของหลานหลิงหวาง เป็นนางชีที่เกาเฉิงข่มขืนจนตั้งครรภ์และหลังคลอดบุตรชาย นางก็หายไป

เกาเฉิงเป็นคนต่ำช้า เป็นที่เกลียดชังของน้องๆ สุดท้ายจึงถูกลอบสังหาร และเกาหยวน น้องคนรองได้เป็นผู้สืบทอดตำแหน่งอัครเสนาบดีแทน ต่อมาในปี พ.ศ.1093 เกาหยวนได้ยึดอำนาจแคว้นตงเว่ยและตั้งตนเป็นจักรพรรดิแห่งเป่ยฉี ส่วนเกาซู่ซึ่งเป็นกำพร้า อยู่ในความอุปการะของอา ชื่อ เกาต้าน น้องของเกาหยวน

เกาซู่ เป็น เด็กฉลาด ขยัน สุภาพ อ่อนน้อม ผิดกับลูกพี่ลูกน้อง จึงเป็นที่รักของเกาต้านผู้เป็นอา นอกจากนี้ ยังมีใบหน้างดงามอ่อนหวานคล้ายผู้หญิงและเมื่อโตขึ้น ก็กลายเป็นชายหนุ่มที่ได้ชื่อว่า รูปงามที่สุดในแผ่นดิน โดยเป็นหนึ่งในสี่บุรุษรูปงามแห่งประวัติศาสตร์จีน

พ.ศ.1104 เกาต้านยึดอำนาจขึ้นเป็นจักรพรรดิอู่เฉิง หรือ ฉีซื่อจู่ จักรพรรดิองค์ที่สี่แห่งเป่ยฉีและแต่งตั้งเกาซู่ ให้ครองเมืองหลานหลิง ผู้คนจึงเรียกว่า หลานหลิงหวาง

หลานหลิงหวางเป็นนักรบที่มีฝีมือ โดยได้ทำศึกต่อต้านการรุกรานของถูเจวี๋ย ตั้งแต่อายุไม่ถึงยี่สิบ จนได้รับตำแหน่งแม่ทัพเมืองจิ้นหยาง เขตไท่หยวน แต่เพราะมีใบหน้างดงามคล้ายอิสตรี ทำให้เกรงว่า หากข้าศึกเห็นจะไม่ยำเกรง หลานหลิงหวางจึงทำหน้ากากทองเหลืองรูปอสุรกาย ปิดใบหน้าทุกครั้งที่ออกรบ

เหตุการณ์ที่ทำให้ชื่อเสียงของหลานหลิงหวางโด่งดัง คือ การศึกในปี พ.ศ. 1107 ครั้งนั้น แคว้นเป่ยโจวส่งทหารหนึ่งแสนนาย เข้าล้อมเมืองจินหยง (อยู่ใกล้กับเมืองลั่วหยางในปัจจุบัน)จนสถานการณ์ขับคัน ทั้งทหารและประชาชนต่างเสียขวัญ หลานหลิงหวางได้นำทหารม้าห้าร้อยนาย บุกฝ่าวงล้อมของทัพเป่ยโจว ไปถึงหน้าประตูเมือง ทว่าพวกทหารเป่ยฉีบนเชิงเทินไม่เชื่อว่า นี่คือหลานหลิงหวางตัวจริง เขาจึงถอดหน้ากาก เปิดเผยใบหน้าที่งดงาม เหล่าทหารจึงพากันโห่ร้องต้อนรับด้วยความยินดี จากนั้นหลานหลิงหวางก็ได้บัญชาการสู้รบ จนทัพเป่ยโจวต้องล่าถอย

ฉีซื่อจู่ทรงชื่นชมในความเก่งกล้าของพระนัดดาคนโปรด ขณะที่ประชาชนก็สรรเสริญชัยชนะอันยิ่งใหญ่นี้ และได้มีการแต่งบทเพลงชื่อ หลานหลิงหวางออกศึก ซึ่งบทเพลงนี้ถูกใช้ประกอบการร่ายรำและเป็นที่นิยมอย่างมากจนถึงยุคราชวงศ์ถัง ซึ่งได้ถูกเผยแพร่ไปยังญี่ปุ่น อย่างไรก็ตาม หลังจากยุคราชวงศ์ถัง ระบำนี้ได้หายสาปสูญไปจากจากจีน แต่กลับแพร่หลายในญี่ปุ่นและถูกประยุกต์จนกลายเป็นศิลปะของญี่ปุ่นไป

แม้หลานหลิงหวางจะเป็นที่ชื่นชมของขุนนาง ทหารและประชาชน แต่ก็ทำให้คนผู้หนึ่งไม่พอใจ เขาคือเกาเหว่ย รัชทายาทแห่งเป่ยฉี เกาเหว่ยเป็นคนเสเพล ไร้ความสามารถ จึงมีความริษยาในลูกพี่ลูกน้องที่เพียบพร้อม(และหล่อกว่า)ของตน ทั้งยังหวาดระแวงว่า วันหนึ่ง หลานหลิงหวางจะแย่งชิงอำนาจกับเขา

เมื่อหลานหลิงหวางรู้ว่ารัชทายาทระแวง จึงพยายามไม่ทำตัวโดดเด่น และหลังเกาเหว่ยขึ้นครองราชย์เป็นจักรพรรดิฉีโฮ่วจู่ ก็มักแกล้งป่วยและขาดราชการบ่อยครั้ง เพื่อไม่ให้จักรพรรดิทรงระแวง กระทั่งวันหนึ่ง มีการจัดเลี้ยงในวัง จักรพรรดิทรงให้เขามาร่วมงาน

ระหว่างงานเลี้ยง ฉีโฮ่วจู่รับสั่งถามหลานหลิงหวางถึงเหตุการณ์ที่เมืองจินหยง ว่า
“การที่ท่านเอาตัวเองไปเสี่ยงถึงเพียงนั้น รู้หรือไม่ว่า หากได้รับอันตรายขึ้นมา มันจะเลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไขกับสิ่งที่ทำไป”
หลานหลิงหวางตอบว่า “หน้าที่รับผิดชอบต่อราชวงศ์ของเรา ทำให้ข้าพระองค์ทำการ โดยมิได้คิดถึงสิ่งที่ตามมา”

คำตอบนั้น ทำให้เหล่าขุนนางต่างยกย่อง แต่ก็ทำให้จักรพรรดิยิ่งระแวงและริษยามากขึ้น โดยเฉพาะ ในเป่ยฉี ที่ผ่านมา มีแต่การแย่งชิงอำนาจในหมู่ญาติพี่น้อง พระองค์จึงมองว่า หลานหลิงหวางไม่ต่างอะไรกับหอกข้างแคร่ที่จะเป็นภัยในภายหน้า
ปี พ.ศ.1115 แม่ทัพเว่ยเสี้ยวควนแห่งเป่ยโจวส่งไส้ศึกมาสร้างข่าวลือให้ร้ายหูลี่กวง แม่ทัพใหญ่เป่ยฉี พวกขุนนางกลุ่มที่เป็นอริกับหูลี่กวงจึงถือโอกาสใช้ข่าวลือซึ่งไม่มีที่มา เพ็ดทูลให้จักรพรรดิกำจัดหูลี่กวง

ฉีโฮ่วจู่ซึ่งระเเวงแม่ทัพใหญ่เป็นทุนเดิม หลงเชื่อ จึงให้ลวงหูลี่กวงมาฆ่าทิ้งและสั่งกวาดล้างตระกูลหูลี่
พ.ศ.1116 ราชวงศ์เฉินที่ทราบข่าวการตายของหูลี่กวง ได้ส่งทัพใหญ่ข้ามแม่ฉางเจียงมาโจมตีเป่ยฉี
และขณะเกิดศึกกับทัพเฉินนี้เอง ฉีโฮ่วจู่ที่ระแวงหลานหลิงหวางมานาน ก็หาเหตุใส่ความว่า เขาคิดไม่ซื่อ และประทานสุราพิษให้ดื่ม
ท่านหญิงเจิ้ง ชายาของหลานหลิงหวาง ขอร้องให้เขาเข้าวังไปกราบทูลชี้แจง
“สวรรค์ย่อมรู้ดีในความจงรักภักดีของพี่ท่าน” ท่านหญิงเจิ้งกล่าวอ้อนวอนสามี

แต่หลานหลิงหวางรู้ว่า ไม่มีประโยชน์ เพราะจักรพรรดิตั้งพระทัยจะกำจัดเขาอยู่แล้ว จึงถอนใจแล้วกล่าวว่า “ไม่มีสวรรค์รับฟังเราอีกแล้ว” จากนั้น เขาจึงดื่มยาพิษและสิ้นชีวิต ใน ปี พ.ศ.1066 ด้วยวัยเพียงสามสิบปีเศษ

ความตายของหลานหลิงหวางสร้างความขุ่นเคืองให้เหล่าแม่ทัพนายกอง ที่ไม่พอใจการที่ฉีโฮ่วจู่สั่งฆ่าแม่ทัพหูลี่กวงอยู่แล้ว จนกองทัพระส่ำระสาย สุดท้าย จึงปราชัยทัพเฉินและเสียดินแดนตั้งแต่แม่น้ำฉางเจียงจนถึงแม่น้ำหวยเหอ ทว่าฉีโฮ่วจู่กลับไม่สำนึก และใช้ชีวิตเสเพลหาความสำราญต่อไป

ความโฉดเขลาของเกาเหว่ยที่ฆ่าแม่ทัพสำคัญถึงสองคนจนกองทัพอ่อนแอ เป็นข่าวน่ายินดีสำหรับแคว้นเป่ยโจวที่รอโอกาสมานาน และปลายปี พ.ศ.1118 จักรพรรดิโจวอู่ตี้(พระนามเดิม อวี่เหวินยง)ก็เริ่มสงครามผนวกเป่ยฉี จนถึงต้นปี พ.ศ.1119 ก็สามารถบุกยึดราชธานีเย่ชาง จับฉีโฮ่วจู่ เกาเหว่ยเป็นเชลย และปลายปีนั้น เกาเหว่ยก็ถูกกล่าวหาว่าสมคบกับแม่ทัพเป่ยฉีที่ยังต่อต้าน จึงถูกบีบให้กินยาพิษฆ่าตัวตาย เป็นการปิดฉากแคว้นเป่ยฉีโดยสิ้นเชิงและภาคเหนือของจีนก็ถูกรวมอยู่ใต้อำนาจของเป่ยโจว

ไม่กี่ปีให้หลัง โจวอู่ตี้สิ้นพระชนม์และเป่ยโจว ก็ถูกอัครมหาเสนาบดีหยางเจี่ยนยึดอำนาจเปลี่ยนเป็นราชวงศ์สุย ก่อนจะกำราบชนชาติถูเจวี๋ยและทำศึกผนวกแคว้นซีเหลียงกับราชวงศ์เฉิน รวมจีนเป็นปึกแผ่นได้สำเร็จ

ในปี พ.ศ.2533 มีการพบรูปสลักพร้อมคำจารึกที่ถ้ำหลงเหมิน ซึ่งเป็นหลักฐานยืนยันเรื่องราวของหลานหลิงหวาง ทั้งยังระบุว่า หลานหลิงหวาง ยังมีทายาทหลงเหลืออยู่ หลังจากที่เขาได้สิ้นชีวิตไปแล้ว

By admin