มรดกแห่งยุคขุนศึก : แดนเหนือ
ก๊กเฟิ่งเทียน(2) สกุลจางผงาด เพลิงปฏิวัติปะทุในเฟิ่งเทียน
การปฎิวัติ อาณัติสวรรค์
ตายไปแล้ว? มันยังคงอยู่ แค่เปลี่ยนรูปร่างไปบ้าง หรือจริงๆคือไม่เลย จิตวิญญาณจีนไม่ได้เปลี่ยนแปลงเร็วขนาดนั้น รากแห่งแนวคิดความเชื่อโชคลางภูติผีเทวดายังคงหยั่งลึก แต่อาณัติสวรรค์(天命: เทียนมิ่ง) มีความหมายมากกว่าเพียงเท่านั้น
ราชวงศ์เซี่ย(夏朝) คือสมัยแรกแห่งเอกภาพใต้สายเลือดเดียว ตระหง่านและยืนหยัดอย่างแข็งแกร่ง กระทั่งความพลิกผันทำให้เสาที่ค้ำมันนั้นพังถลาย ราชวงศ์ชาง(商朝) ขึ้นมาแทนที่ เช่นเดิม มันมั่นคงและเข้มแข็งแต่ก็ล่มสลายลงด้วย”กำลัง” ของราชวงศ์โจว(周朝) สามราชวงศ์นี้คืิอครั้งแรกในจีนที่มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน ผ่านการใช้ “การถูกต่อต้านและหันอาวุธเข้าใส่โดยไพร่ฟ้าจำนวนมากซึ่งไม่ยอมรับประมุของค์ปัจจุบัน” ไม่ใช่เพียง”การถูกถอดถอนโดยผู้ได้รับการยอมรับมากกว่า” “การถูกทอดทิ้ง” และ”กลุ่มอำนาจเก่าหวนคืน” (เราจึงจะไม่พูดถึงเรื่องของหันจั๋ว(寒浞)และเส้าคัง(少康)) ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ดังมติสวรรค์โดยแท้ ตัวอย่างแรกแห่งเทียนมิ่งนี้เองถูกบันทึกไว้ในนามของปฎิวัติถังหวู่(湯武革命: ถังหวู่เก๋อมิ่ง) จากพระนามของถัง(湯) ปฐมกษัตริย์แห่งชาง และหวู่(武) ปฐมกษัตริย์แห่งโจว
หากว่ากันจริงๆแล้ว หลักการปฎิวัติและอาณัติสวรรค์นั้นไม่ต่างกัน เนื้อในของคำว่า”ปฎิวัติ”มาจากการผสมสองคำคือ เก๋อ(革) ความหมายปกติคือหนัง หนังสัตว์หนังหุ้ม แต่อีกนัยคือ “ความเปลี่ยนแปลง” และมิ่ง(命) คือชีวิต หรือ โชคชะตา ความเปลี่ยนแปลงแห่งโชคชะตา นั่นคือ อาณัติสวรรค์
“ในจีน เราพูดอย่างหนึ่งทำอีกอย่างหนึ่ง หากมีข้อขัดแย้งกับขนบจารีตเก่า ต้องทุ่มอย่างหนักเพื่อตั้งหลักรากฐาน หากพลาดพลั้้งเพียงนิดย่อมเผชิญกับราคาที่ต้องจ่ายมหาศาล อย่าพูดเสียดีกว่า”
-หลู่ซวิ่น(魯迅)
แม่ม่ายคนนั้น
ขณะที่ไฟการปฏิวัติกำลังลุกโชติช่วงในแดนใต้ เหนือมหากำแพงไปนั้น สงครามชิงที่ดินระหว่างรัฐและแก๊งค์โจรเคราเจ้าถิ่นยังคงดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง หนึ่งในก๊กโจรที่ทรงอำนาจที่สุด ย่อมเป็นกลุ่มโจรที่นำโดยนายทหารม้าผู้เก่งกาจและผ่านศึกมานักต่อนัก จางจั้วหลิน(張作霖)
จางจั้วหลิน เกิดและเติบโตในเฟิ่งเทียน(奉天:หรือเหลียวหนิงในปัจจุบัน ดังที่กล่าวในบทความก่อน) มาแต่เดิม ครอบครัวอพยพมาจากมณฑลหลวงตั้งแต่รุ่นปู่ ทว่าการแสวงโชคนี้ก็ไม่ได้ส่งผลให้สถานการณ์ดีขึ้นเท่าไหร่นัก เขาเกิดในปี1875 ช่วงหลังนโยบาย”ตั้งรกรากพิทักษ์ชายแดน” ถูกบังคับใช้จึงไม่มีความผิดทางกฏหมายย้อนหลัง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้ภาระการเงินของครอบครัวดีขึ้น จางโหย่วไฉ(張有财) บิดาของเขาพยายามทำงานหาเงินส่งออกในเมืองทุกวันก็ไม่มีเงินพอจะจ่ายค่าเล่าเรียนให้ลูกๆได้ทุกคน เขาจึงพยายามออมเงินสำหรับลูกชายคนโตจั้วหลินได้เข้าเรียนโรงเรียนเอกชนของอาจารย์มีชื่อในท้องถิ่นนามว่าหยางจิ่งเจิ้น(楊景鎮) แต่ภายหลังเงินก็ไม่เพียงพอ จั้วหลินและพี่ชายก็จำต้องหางานทำเพื่อแบ่งเบาให้ได้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ ด้วยความสงสารและมองเห็นความสามารถของจั้วหลิน หยางจิ่งเจิ้นจึงยินดีสอนหนังสือแก่เด็กน้อยโดยไม่คิดเงิน
ทว่านานวันเข้า จางโหย่วไฉติดหนี้มากมายจากการทำธุรกิจ และหนักข้อเข้าไปถึงกับติดหนี้บ่อนพนันกับขาใหญ่คนนึง ในที่สุดก็ถูกสังหารโดยเศรษฐีตระกูลหวัง นั่นทำให้จั้วหลินออกจากบ้านพร้อมพี่ชายจางสั่วฟู๋(张作孚) ซึ่งรีบกลับมาจากการทำงานที่ต่างเมืองไปล้างแค้น ตอนที่พวกเขามาถึงคฤหาสน์สกุลหวังและลังเลอยู่นั่นว่าจะทำยังไงต่อ ก็มีหญิงชราคนนึงเดินเข้ามาด้วยความสงสัย ทำให้จั้วหลินที่กำลังตื่นเต้นอยู่นั้นเผลอลั่นไกปืนยิงใส่หญิงชราผู้นั้นเสียชีวิต ด้วยความเป็นพี่ สั่วฟู๋สั่งให้น้องชายรับหนีไปขณะที่เขารับกรรมโดนทุบตีจากพวกสกุลหวังที่ตื่นขึ้นมาจากเสียงปืนจากนั้นจึงจับเขาไปหาตำรวจ
สั่วฟู๋ได้สารภาพแก่ทางการว่าเขาเป็นคนยิงหญิงชราผู้บริสุททธิ์เองและยินดีรับโทษ แต่ก็กล่าวเสริมอีกว่าทุกอย่างทำไปเพราะบิดาถูกสกุลหวังสังหาร ทางการเห็นว่าการกระทำของสั่วฟู๋มีความชอบธรรมจึงลดโทษให้เป็นจำคุกสิบปี แต่ได้รับการปล่อยตัวเพราะลุงของเขาขอรับโทษเข้าคุกแทน ตามกฏหมายราชวงศ์ชิง ผู้ต้องโทษที่สภาพร่างกายไม่ดีสามารถให้ผู้อื่นมาเข้าคุกแทนได้ ลุงของเขาเสียชีวิตในคุกนั่นเองเพื่ออนาคตของลูกหลาน
สั่วฟู๋จะไม่ได้เจอกับครอบครัวไปอีกระยะยาว เพราะจั้วหลินพาครอบครัวหลบหนีไปทางเหนือสู่เฮยซาน(黑山) บ้านของปู่ ขณะที่เขาไปเรียนงานช่างไม้ช่างมือก่อนจะออกไปหางานทำ
ช่วงวัย16 ปี จั้วหลินเร่ร่อนเข้าเขตหยิงโข่ว(营口) จังหวัดริมทะเล ซึ่งได้รับข่าวมาว่าพี่ชายของเค้าก็ทำงานอยู่ที่นี่ที่ไหนสักแห่ง แม้จะผ่านร้อนผ่านหนาวทำงานหนักมายาวนานแต่ประสบการณ์เหล่านั้นก็ไม่ช่วยให้สภาพภายนอกอันน่าอนาถของเค้าได้รับการยอมรับให้ทำงานใดๆ กลายสภาพเป็นขอทานข้างถนน ต่อมา เมื่อทราบว่ามีบ้านนึงกำลังทำงานก่อสร้างขนาดใหญ่ จั้วหลินจึงแอบลอบไปนั้นและปะปนกับคนงานจำนวนมากเพื่อแอบกินข้าว ในตอนแรกเหล่าคนงานก็นึกสงสารจึงไม่นึกเห็นเป็นปัญหา ทว่ายิ่งผ่านไปนานเข้าพวกเขาก็ไม่เห็นว่าเจ้าเด็กสกปรกคนนี้จะลุกมาช่วยงานใดๆ เพียงแต่ใช้ความน่าสงสารขอข้าวกินไปวันๆเท่านั้น ในที่สุดก็ถูกไล่ทุบตีรุนแรง
ในตอนนี้เองที่มีหญิงแม่ม่ายคนนึงมาช่วยเหลือจั้วหลินไว้ แม่ม่ายแซ่ซุน(孙寡妇) แม่ม่ายซุนมักมายังที่พักของพวกแรงงานและแบ่งอาหารให้ในทุกวันอาทิตย์ จั้วหลินก็เป็นหนึ่งในผู้ได้รับความกรุณาจากนางมาตั้งแต่ต้น หลังจากถูกไล่ออกไป แม่ม่านซุนก็รับตัวจั้วหลิน คอยให้อาหารเขาและดูแลเขาอย่างดี นั่นทำให้จั้วหลินรอดจากการอดตายและซาบซึ้งจับใจจึงขอแม่ม่ายซุนเป็นแม่ทูนหัวและทำงานช่วยเหลือเธอนับแต่นั้น
ด้วยเคยผ่านการเรียนสัตวแพทยศาสตร์มาบ้างจากหยางจิ่งเจิ้น และความรักชื่นชอบม้าเป็นทุนเดิม จั้วหลินก็กลายเป็นสัตวแพทย์ ที่มีความสามารถและมีชื่อเสียงจนได้รับการเรียกตัวโดยทางการไปเป็นนายทหารและครูฝึกกองทหารม้าชั้นเยี่ยม ณ ช่วงสงครามจีนญี่ปุ่นครั้งแรก
หลังสงครามสงบนี้เอง จางจั้วหลินก็ได้ทราบข่าวว่า พี่ชายของเขาถูกจำคุกอีกครั้งด้วยโทษที่ไม่เป็นธรรม
เรื่องเกิดจากหลังที่สั่วฟู๋มาหางานทำที่นี่และทำงานให้กับสกุลตู้(杜) โดยหารู้ไม่ว่าสกุลตู้ก็เป็นหนึ่งในเจ้าหนี้ของบิดาอีกพวกนึง เมื่อต่อมาเกิดคดีแขกครอบครัวถูกโจรปล่นเงินทองและทำร้ายร่างกาย เจ้านายตู้จึงโบ้ยความผิดทั้งหมดไปที่สั่วฟู๋ ด้วยสั่วฟู๋เคยมีคดีมาก่อน ทางการจึงไม่มีการสงสัยใดๆและจับกุมตัวเข้าคุกทันที
จั้วหลินขอลางานสองสามวันและเดินทางไปนครเฉิงจิง(盛京: เสิ่นหยาง ณ ปัจจุบัน) เมืองเอกของเฟิ่งเทียนเพื่อเยี่ยมพี่ชายและขอเข้าพบยอดขุนพลชายแดนผู้นึงนามว่า ยี่เข่อถังอา(依克唐阿) ขุนพลชาวธงเหลืองแมนจู ผู้กล้าหาญจนได้รับฉายาว่าขุนพลพยัคฆ์มังกร เขานำทัพม้าออกศึกทั้งในชายแดนเหนือด้วยตนเอง สร้างชื่อไว้มากมายในสมรภูมิ และในเวลานี้ม้าที่เค้ารักและผ่านศึกมากันนานนับปีกำลังป่วยหนัก
ยี่เข่อถังอาพำนักอยู่ในเฟิ่งเทียนเพื่ออบรมรูปแบบการรบสมัยใหม่กับรัสเซียร่วมกับการเรียนวิธีใช้รถไฟหุ้มเกราะ เพื่อปฏิรูปกองทัพเฉิงจิงเป็นโมเดลแก่ทัพอื่นๆต่อไป นั่นแปลว่าเขาเป็นผู้มีอำนาจเหนือที่แห่งนี้โดยปริยาย และถ้าใครจะมีโอกาสรับฟังคำขอของจั้วหลินที่สุดในเฉิงจิง คนๆนั้นก็ต้องเป็นยี่เข่อถังอา
จั้วหลินใช้ความสามารถของเขาเสนอช่วยเหลือรักษาม้าของแม่ทัพยี่เข่อจนหายดีอย่างน่าอัศจรรย์ เขาจึงตอบแทนด้วยการให้จั้วหลินขออะไรก็ได้ ซึ่งจั้วหลินขอเพียงให้พี่ชายพ้นจากการพิจารณาคดีซึ่งเกิดขึ้นโดยไม่เป็นธรรม ทำให้สั่วฟู๋ได้ออกจากคุกในทันที สองพี่น้องต่างโอบกอดกันทั้งน้ำตาและมองเห็นอนาคตที่สดใสกว่าเดิมรออยู่ข้างหน้า
“ฉันผิดเอง พี่ชาย ทุกอย่างเพราะฉันเอง”
กวางสูศกปีที่28(光緒:1902) จางจั้วหลินก้าวสู่หนทางแห่งทหารเต็มตัวเมื่อเขาได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองทหารม้าลาดตระเวณประจำเขตซินหมินฝู่(新民府: ตะวันตกเฉียงเหนือของตอนกลางมณฑลเฟิ่งเทียน) เขตปกครองที่ครอบคลุมซินหมิน เฮยซาน และเขตใกล้เคียงอื่นๆ ซึ่งอยู่ใต้การดูแลของเซิงหยุ่น(增韞) แห่งทัพธงฟ้าขลิบแเดง จั้วหลินเห็นเป็นโอกาสดีที่พี่ชายซึ่งถูกขังในบ้านโดยมารดา ภรรยาและลูกๆของเขาจะได้มีงานทำอีกครั้ง จึงชักชวนให้สั่วฟู๋เข้าประจำการในหน่วยของเขา แน่นอนว่าสั่วฟู๋น้อมรับด้วยความยินดีพร้อมรับตำแหน่งนายกองทหารม้าใต้สังกัดของน้องชาย
พวกเขาทำงานปราบโจรอยู่ที่นั่นเป็นเวลาสองปีกระทั่งสงครามรัสเซีย-ญี่ปุ่นได้ปะทุขึ้น โดยมีสมรภูมิหลักบนแมนจูเรียบ้านพวกเขาเอง ขณะที่ประเทศวางตัวเป็นกลางและสั่วฟู๋กำลังหวาดกลัวถึงภัยที่จะมาสู่ครอบครัว จั้วหลินมองเห็นเป็นโอกาสสำหรับหากำไร
จั้วหลินนำกองทหารหลังม้าลาดตระเวณของเขาเข้าไปเป็นทหารอาสาเข้าร่วมกับกองทัพซาร์รัสเซีย เรื่องนีถูกยืนยันโดยบันทึกของนายทหารญี่ปุ่นที่ถูกตีพิมพ์ในภายหลังช่วงออกโฆษณาชวนเชื่อในสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง ดังข้อความต่อไปนี้
“เขาคิดว่าชัยชนะของญี่ปุ่นจะไม่ยืนยาว และผู้ที่จะหัวเราะคนสุดท้ายจะต้องเป็นรัสเซีย”
กระนั้นก็ตามก็มีการยืนยันว่าจั้วหลินก็มีการส่งกองทหารม้าอีกกลุ่มรับงานเป็นกองคุ้มกันขบวนเสบียงและงานใช้สอยม้าเร็วอื่นๆแก่กองทัพจักรพรรดิญี่ปุ่น นายทหารญี่ปุ่นที่ได้สัมภาษณ์กับจั้วหลินโดยตรงนั้นได้กล่าวไว้ดังนี้
“เขามีความเคารพนับถือกองทัพญี่ปุ่นเป็นอย่างมาก ทั้งกล่าวสาบานว่าจะช่วยเหลือกองทัพญี่ปุ่นอย่างเต็มที่”
อย่างไรก็ตามหลังสงครามสงบลง กิจการทหารรับจ้างของจั้วหลินก็ดูจะยังไม่สิ้นสุดลง เมื่อกองทัพญี่ปุ่นที่เข้ามารักษาการณ์ในซินหมินอ้างว่าจั้วหลินทำงานเป็นสายลับให้กับรัสเซีย กองทหารม้าของเขาคือกองทัพม้าที่เร็วที่สุดในแมนจูเรีย นั่นคือตัวปัญหาอย่างไม่ต้องสงสัย แม้ทางการจะให้เขาแสดงความจริงใจโดยการลงนามในสัญญา ยินดีรับใช้กองทัพจักรพรรดิ พร้อมประทับลายนิ้วโป้ง แต่นั่นช่วยได้แน่เหรอ?
ช่วงสภาวะสงครามนี้เองที่ทำให้จั้วหลินได้พบเจอกับสหายและขุนพลผู้เก่งกาจมากมายซึ่งจะเป็นกำลังสำคัญแก่เขาในอนาคต อทิเช่น
จางจิงฮุ่ย(張景惠) คนของครอบครัวกิจการขายเต้าหูอันรุ่งเรือง เขานำคนในบ้านตั้งหน่วยรักษาความปลอดภัยปกป้องบ้านและผู้บริสุทธิ์จากกลุ่มโจรท้องถิ่นในไท๋อัน(台安:ตะวันออกเฉียงใต้ของเฟิ่งเทียน) จั้วหลินนำกองกำลังของตนมาพักผ่อนที่บ้านของจิงฮุ่ยโดยบังเอิญไม่ช้าทั้งคู่ก็สาบานเป็นพี่น้องกัน เขายังเป็นผู้สนับสนุนหาอาวุธยุทโธปกรณ์แก่จั้วหลินด้วย นอกจากจะเป็นผู้สนับสนุนที่มั่งคั่ง จิงฮุ่ยยังเป็นนักสู้ฝีมือฉกาจ จอมโจรชื่อกระฉ่อนหลายคนตายด้วยมือของเขา
ถังยวี้หลิน(湯玉麟) อดีตเด็กผู้ใช้แรงงานและหนีออกพเนจรเพื่อเป็นนายตัวเอง ใช้พละกำลังที่แข็งแกร่งตั้งตนจนเป็นหัวหน้าโจรภูเขา ต่อมาถูกปราบปรามโดยจางจั้วหลิน ด้วยทั้งคู่ก็ชอบพอนิสัยกันและกัน ยวี้หลินจึงยอมเข้าร่วมกับจั้วหลิน และกลายเป็นนายทหารม้าลาดตระเวณผู้คอยเป็นดาวอารักขาของจั้วหลินเสมอ
จางสั่วเซียง(张作相) สหายของจั้วหลินตั้งแต่เข้ารับราชการทหารใหม่ๆ เป็นที่ปรึกษาและผู้ร่วมก่อตั้งกองทหารม้าลาดตระเวณอิสระ และเขาจะมีบทบาทสำคัญมากขึ้นในอนาคต
และคนอื่นๆอีกมากมาย
นั่นอาจมอบกำไรกองหน่วยและสกุลจางอย่างมหาศาล แต่นั่นสร้างรอยร้าวแก่สองพี่น้องอย่างรุนแรง ดังที่ท่านอ่านมาตั้งแต่ต้นสั่วฟู๋นั้นชัดเจนเรื่องความซื่อสัตย์มาตลอด ขณะที่จั้วหลินยอมทำทุกอย่างเพื่อความอยู่รอด เส้นทางของทั้งคู่แม้จะเริ่มมาจากทางเดียวกัน แต่หนทางของการเติบโตนั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง นั่นทำให้สั่วฟู๋ลาออกจากกกองทัพและกลับบ้าน
ทั้งคู่แยกทางกันยาวนานถึงสี่ปีจนกระทั่งเข้าศักราชกวางสูปีที่34(1908) หลังจากตามเชิญชวนและขอโทษอยู่นาน สั่วฟู๋ก็ยอมกลับมาเข้าร่วมกับหน่วยของจั้วหลินอีกครั้ง
มันคือช่วงสถานการณ์ที่ตรึงเครียดหลังสงครามของสองมหาอำนาจต่างแดน ดังที่กล่าวไว้ในบทความก่อน แมนจูเรียคือบ่อเงินบ่อทองที่ยังไม่ผ่านการเจียระไน ทองคำ เงิน ทองแดง ถ่านหิน แทบยังไม่มีการบุกเบิกเหมืองในที่แห่งนี้
แม้จะต้องถอยร่นออกไป แต่อิทธิพลของรัสเซียก็ยังคงมีอยู่ในทางแมนจูเรียตอนเหนือ มีการเปิดเมืองท่าสำคัญในเฟิ่งเียนจนสภาวะเศรษฐกิจซึ่งได้ผลอย่างมหาศาล ทว่าคู่ค้ารายใหม่ๆเช่นอเมริกากลับยืนหยัดในตลาดได้ไม่นานก็ค่อยๆซบเซาลง ไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่อยากลงทุน ตรงกันข้าม พวกเขามองแมนจูเรียคือขุมทรัยพ์ไม่ต่างกับใคร
ทว่าก็เป็นขุมทรัพย์ที่มีคนคุมอยู่แล้ว บริษัทงานมือที่ถูกเพิ่มขึ้น การที่อยู่ใกล้กับจีนเป็นทุนเดิม มีเกาหลีเป็นเส้นทางขนส่งภาคพื้นดิน ทั้งเน้นการขายสินค้าคุณภาพและราคาถูก เป็นเจ้าของเส้นทางรถไฟหลักใต้สังกัดบริษัทแมนจูเรียใต้รวมถึงเมืองท่าสำคัญ และที่สำคัญคือ ธนาคารญี่ปุ่นเป็นผู้ควบคุมอัตรแลกเปลี่ยนในเฟิ่งเทียน นอกจากนี้ยังสามารส่งสินค้าได้โดยไม่ต้องผ่านภาษี ราชสำนักชิงไม่สามารถตั้งด่านศุลกากรเพราะญี่ปุ่นได้ครอบครองเขตแดนริมแม่น้ำยาลูอย่างเบ็ดเสร็จ ด้วยข้อตกจีน-ญีปุ่่นในสามมณฑลตะวันออก(中日會議東三省事宜條約)
ความกังวลนี้เองทำให้ราชสำนักส่งคณะผู้บริหารสามณฑลใหม่มาประจำการ ปฎิรูปการปกครองเขตให้ครอบคลุมและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันมากขึ้นโดยมีศูนย์กลางที่เฟิ่งเทียน โดยการเปลี่ยนยศแม่ทัพประจำเมืองเฉิงจิง เป็นผู้ว่าราชการสามมณฑล(东三省总督) รวมถึงลดบทบาทอำนาจของแม่ทัพประจำมณฑลเดิมที่มาจากการสืบทอดโดยคนในครอบครัว รวมถึงปลดข้าราชการในสังกัดเดิมบางส่วนออกไปด้วย โดยมีฉวีซื่อชาง(徐世昌) ผู้เสนอแนวคิดเป็นผู้ว่าราชการสามมณฑลคนแรก
ด้วยผลงานความชอบที่ทำร่วมกับจั้วหลิน ทำให้ฉวีชื่อชางมองเห็นความสามารถของสั่วฟู๋และแต่งตั้งเขาเป็นหัวหน้ากองทหารม้าลาดตระเวณแห่งเฮยซาน ออกปฏิบัติการครอบคลุมเขตเฮยซานและเป่ยเจิ้น(北鎭: ทางใต้ของเฮยซาน) สองพี่น้องนำหน่วยออกโจมตีกลุ่มโจรใหญ่และทรงอิทธิพลมากมายไม่เคยพลาดท่าเสียทีแม้สักครั้ง สั่วฟู๋ยังได้เปลี่ยนตำแหน่งเป็นหัวหน้ากองทหารม้าลาดตระเวณที่เจิ้นอัน(振安:ชายแดนตะวันออกของเฟิ่งเทียน) ขณะที่จั้วหลินก็กลายเป็นผู้บัญชาการแห่งกองลาดตระเวณย่อยกว่าเจ็ดหน่วยดูแลชายแดนมองโกเลีย
ทุกสิ่งราบรื่นไปจนกระทั่งฤดูหนาวของปี1911 สั่วฟู๋ออกปฏิบัติภารกิจซุ่มโจมตีกลุ่มกองโจรขนาด70 คน สั่วฟู๋นำทหาร10 นายลอบยิงพวกโจรไม่ให้ทันตั้งตัว แม้จะประสบผลสำเร็จในช่วงต้น แต่เมื่อพวกเขาตั้งสติได้ก็เริ่มยิงสวนกลับ และสั่วฟู๋พยายามนำรุกไปข้างหน้าซึ่งนั่นจบด้วยความน่าเศร้า เขาถูกยิงเสียชีวิตในวันที่28 ธันวาคม
จั้วหลินได้รับอนุญาติให้ไปเอาศพพี่ชายในวันที่1 เดือนมกราคมปี1912 และได้รับอนุญาติจากจ้าวเอ่อซวิ่น(趙爾巽) ผู้ว่าราชการสามมณฑลคนที่สาม ให้ลางานไปจัดการเรื่องงานศพที่เจิ้นอัน แต่จั้วหลินอยากจะฝังศพสั่วฟู๋ที่บ้านเกิด ซุ่งจ้าวเอ่อซวิ่นก็ยินดีมอบเงินให้เป็นค่าพิธี เขาฝากเงินและศพจั่วฟู๋ให้ครอบครัวไปทำพิธีขณะที่เขายังต้องกลับไปทำงานต่อและได้โอกาสมาถึงบ้านช่วงกลางเดือนมกรา เขาฝังศพพี่ชายด้วยตัวเองโดยให้นอนข้างหลุมศพของบิดา ท่ามกลางเสียงร้ำร้องของญาติมิตรและลูกเมีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเสียงของมารดาที่เสียลูกไปอีกคน จั้วหลิพูดขึ้นอย่างขมขื่นพร้อมน้ำตานองหน้า “ฉันผิดเอง ฉันไม่น่าพานายออกจากบ้านเลย”
ในช่วงเวลานี้เองมีเรื่องน่าประทับใจอีกอย่างนั่นคือพวกสกุลหวังคู่อาฆาต พวกเขาเหล่านี้ได้รับโทษทัณฑ์ไปพร้อมๆกับสั่วฟู๋โดยคดีเก่าของโหย่วไฉ และแม้ตอนนีี้จะได้รับการปล่อยตัวกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ แต่พวกเขาก็กลัวว่าจั้วหลินที่ตอนนี้เป็นใหญ่เป็นโตแล้วนั้นจะหาทางแก้แค้น ซึ่งจั้วหลินก้กล่าวตอบความแคลงใจไปว่า
“พ่อและพี่ของผมสู้ชีวิตจนตัวตาย ตราบที่พวกคุณไม่ตายและผมยังอยู่ ผม จางจั้วหลิน จะไม่แก้แค้นด้วยอารมณ์ส่วนตัว”
สั่วฟู๋แม้จะมีตำแหน่งพอสมควรแต่ก็ไม่มีทรัพย์สินมากมายนัก จั้วหลินจึงรับหน้าที่ดูแลพี่สะใภ้และหลานๆอย่างเต็มที่เหมือนกับเลี้ยงดูลูกๆของตัวเอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษา จางเสวียเหวิน(张学文) และจางเสวียเฉิง(张学成) ลูกชายของสั่วฟู๋นั้นไม่อยากเรียน นั่นทำให้จั้วหลินเข้มงวดกับพวกเขายิ่งกว่าลูกในไส้ ต่อมายังส่งลูกๆหลานๆเหล่านี้ไปเรียนต่อที่ญี่ปุ่นและได้รับสิทธิให้กลับบ้านได้แค่ช่วงฤดูหนาวและฤดูร้อนเท่าเทียมกัน ไม่มีใครได้สิทธิ์พิเศษ ส่วนพี่สะใภ้เค้าก็หาที่ดินในเฮยซานเพื่อสร้างบ้านให้ ให้ทุกคนในครอบครัวอยู่ใกล้ๆกันไว้
จั้วหลินกำลังทำอะไรขณะที่บ้านกำลังเตรียมงานฝัง และทำไมสกุลหวังต้องเกรงกลัวเขาถึงเพียงนั้น เรื่องมันเป็นฉะนี้…
ภักดี
การปฏิวัติซินไฮ่เริ่มมาตั้งแต่ปลายปี1911 มณฑลต่างๆแบ่งฝักฝ่ายระหว่างคณะปฏิวัติหรือราชวงศ์ชิง แล้วสำหรับสามมณฑลแมนจูเรียล่ะ? หลานเทียนเหว่ย(藍天蔚)ที่ปรึกษาของจ้าวเอ่อซวิ่นและผู้บัญชาการค่ายเหนือเฟิ่งเทียน ผู้สนับสนุนการปฏิวัติและหนึ่งในตัวจุดประกายการก่อจราจลที่หวูชาง(武昌起義) กระเหี้ยนกระหือลือจะก่อการเต็มที่ ทั่วทั้งมณฑลพร้อมจะระเบิดแทบทุกเวลา ผู้ว่าจ้าวเอ่อซวิ่นหัวเดียวกระเทียมลีบซึ่งยังภักดีต่อราชวงศ์ชิงเตรียมการที่จะหนี
ก่อนเรื่องจะบานปลาย หยวนจินไข่(袁金鎧) รองประธานคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการสามมณฑล ได้เสนอต่อจ้าวเอ่อซวิ่นในการระดมหน่วยกองทหารม้าลาดตระเวณซึ่งถือเป็นหน่วยงานทางทหารอิสระเข้ามารักษาการณ์ที่เฉิงจิง
จั้วหลินแม้จะมีอำนาจและชื่อเสียงดีพอสมควร แต่ไม่ได้ถูกเรียกตัวเป็นคนแรก จ้าวเอ่อซวิ่นเรียกตัวหวูจวิ้นเชิง(吳俊陞) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวณประจำมณฑลเฟิ่งเทียน ขณะที่ตอนนั้นจั้วหลินประจำการอยู่ที่เถาหนาน(洮南) ตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลจี๋หลิน
แต่ระยะทางก็ไม่ได้ทำให้หูตาของจั้วหลินพร่ามัว เขาทิ้งสายลับสังเหตุสถานการณ์ในเฟิ่งเทียนตลอดเวลา และเมื่อข่าวนี้มาถึงหูของเขา เขาก็เห็นเป็นโอกาสที่จะไต่ผาขึ้นไปอีกขั้น นั่นทำให้หลังเขาได้รับชัยชนะครั้งใหญ่กับกองกำลังกบฏมองโกเลียของเถาเค่อเถาขู(陶克陶胡) จึงขึ้นม้าพร้อมนำกองย่อยทั้งเจ็ดในสังกัดเคลื่อนพลสู่เฟิ่งเทียน การเดินทางดำเนินไปทั้งวันทั้งคืน จนเมื่อมาถึงเมืองเอก หวูจวิ้นเชิงซึ่งเป็นสหายเก่าของจั้วหลินก็ออกมาต้อนรับด้วยความยินดีร่วมกับคนอื่นๆ
จั้วหลินรีบเข้าพบจ้าวเอ่อซวิ่นพร้อมขอรับโทษสำหรับการเดินทัพโดยพลการ จ้าวเอ่อซวิ่นซึ่งกำลังต้องการกองกำลังทหารทั้งหมดที่พอจะหาได้ ทั้งพฤติกรรมที่าง่าน่าเลือมใสและถ้อยคำที่ชาญฉลาดทำให้เขาแต่งตั้งจางจั้วหลินขึ้นเป็นผู้บัญชาการกองทหารม้าลาดตระเวณ15 กองพัน ถือเป็นกองกำลังที่ใหญ่ที่สุดในเฟิ่งเทียน
ในที่สุดทุกฝ่ายต่างมาเปิดประชุมกันในสภาเฟิ่งเทียนเพื่อหารือถึงแนวทางการปฏิบัติในสถานการณ์ปัจจุบัน หลานเทียนเหว่ยและพรรคพวกหวังจะใช้เสียงสนับสนุนเพื่อยึตเฟิ่งเทียนโดยไม่เสียเลือดเนื้อ โดยมีหวูจิงเหลียน(吳景濂) ประธานคณะที่ปรึกษาผู้ว่าราชการสามมณฑลเป็นผู้สนับสนุน
ทั้งคู่ถึงกับคิดไปไกลแล้ว่าจะให้ใครดำรงตำแหน่งอะไรบ้าง พวกเขาเสนอให้จ้าวเอ่อซวิ่นออกจากสามมณฑลเหนือไปเสีย และก่อตั้งมณฑลเฟิ่งเทียนเป็นเขตปกครองอิสระไม่ขึ้นต่อราชวงศ์ชิง โดยมีหลานเทียนเหว่ยเป็นผู้บัญชาการสูงสุด และหวูจิงเหลียนเป็นผู้ดูแลฝ่ายกิจการพลเรือน
ทว่ารอยยิ้มของทั้งคู่ก็อยู่ได้ไม่นาน เมื่อจางจั้วหลินพร้อมกองกำลังติดอาวุธเดินเข้ามาในที่ประชุม ไม้นี้ทำให้ฝ่ายปฏิวัติถึงกับชะยักและหวาดกลัวอย่างรุนแรง จะมีก็บางส่วนที่ยังฝืนยืนหยัดเรียกร้องให้เฟิ่งเทียนแยกตัวเป็นอิสระทั้งมีทีท่าจะเข้าทำร้ายจ้าวเอ่อซวิ่น
ปัง!
จางจั้วหลินยิงกระสุนปืนพกใส่โต๊ะสภาพร้อมกล่าวว่า
“ข้าพเจ้าจางเป็นทหาร ทหารต้องปกป้องผู้บังคับบัญชา หากมีการเล่นตุกติก แม้ข้าพเจ้าจางจะมีชื่อเรื่องการหาเพื่อน แต่ปืนนี้ไม่ใช่อย่างนั้นแน่”
นั่นทำให้ฉนวนการจราจลสงบลง แต่ความไม่พอใจก็ยังไม่จบลงง่ายๆแน่นอน
ในที่สุดเพื่อลดแรงเสียดทานมากที่สุด มีมติประชุมเป็นเอกฉันท์ในการก่อตั้งสภาความมั่นคงแห่งเฟิ่งเทียน(奉天國民保安會) โดยมีจ้าวเอ่อซวิ่นเป็นประธาน หวูเซียงเจิน(伍祥祯) อดีตนายทหารเป่ยหยางและฝ่ายสนับสนุนจ้าว และหวูจิงเหลียน เป็นรองประธานร่วม หยวนจินไข่เป็นหัวหน้าสมาชิกวุฒิสภา เจี่ยงฟางเจิน(蔣方震) ที่ปรึกษาและเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารผู้สนับสนุนจ้าว และจางหรง(張榕) ผู้สนับสนุนการปฏิวัติเป็นรองหัวหน้าสมาชิกวุฒิสภา จางจั้วหลินเป็นรัฐมนตรีกลาโหม ประกาศเป็นอิสระจากต้าชิงโดยนิตินัย แต่จ้าวเอ่อซวิ่นซึ่งยังมีศักดิ์เป็นผู้ว่าราชการสามมณฑลตามพฤตินัยยังคงแสดงความภักดีต่อชิงอยู่ สงครามภายในเฟิ่งเทียนจะระเบิดขึ้นมาอีกในไม่ช้า พร้อมไปกับความผันผวนที่เกิดขึ้นอย่างฉับพลันในทางใต้ อนาคตของจางจั้วหลิน ยังไม่แน่นอน
ภาพ >>> จางจั้วหลินขณะรับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลที่ 27 แห่งสาธารณรัฐจีน
