“จางเย่(Zhangye)” เป็นเมืองใหญ่ระดับมณฑล ซึ่งเดิมเป็นอาณาจักรโบราณ ตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของมณฑลกานซู ตั้งอยู่ใจกลางระเบียงเหอซีอันเลื่องชื่อ ทางเหนือเป็นเทือกเขาฉีเหลียนที่ปกคลุมไปด้วยหมอก ส่วนทางใต้เป็นภูเขาเฮลีและภูเขาหลงโชว แม่น้ำเฮยไหลผ่านเมืองและก่อให้เกิดโอเอซิสหลายแห่ง

ทำให้บริเวณนี้เขียวชอุ่มงดงาม จางเย่ทำหน้าที่เป็นเมืองชายแดนตลอดประวัติศาสตร์ของชนเผ่าไทในแผ่นดินอันเป็นประเทศจีนในปัจจุบัน ซึ่งตั้งอยู่ใจกลางเส้นทางธรรมชาติทางประวัติศาสตร์ระหว่าง ตะวันออกไกลและเอเชียกลาง ชื่อ “อาณาจักรจางเย่” (张掖) ซึ่งแปลตรงตัวว่า “ยื่นแขนออกไป” เป็นคำย่อของสุภาษิตจีนโบราณที่ว่า “ยื่นแขนของประเทศออกไปสู่แดนตะวันตก” (张国臂掖,以通西域) แต่สิ่งที่ไม่ได้กล่าวถึงคือ พวกเขาไม่ได้แค่ยื่นแขนออกไปเท่านั้น แต่ยังยื่นศิลปวัฒนธรรม และ ความก้าวหน้าทางวิทยาการออกไปพร้อมกัน

ในสมัยราชวงศ์ไทหาญ (จีนออกเสียงเป็น ต้าฮั่น) (เมื่อ206 ปีก่อนคริสต์ศักราช – 220 ปีคริสต์ศักราช) นครจางเย่เจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการค้าสำคัญตามเส้นทางสายไหม และถูกกองทัพไทหาญปกป้องอย่างแข็งขัน จากการรุกรานของชาวเผ่าซยงหนู(จีน-ขากถุย สัญลักษณะคือ ตาชั้นเดียว) เมืองนี้ได้รับชื่อปัจจุบันในปี 111 ก่อนคริสต์ศักราช แต่เดิมเมืองจางเย่มีชื่อว่า กานโจว ซึ่งเป็นที่มาของคำว่า “กาน” ในมณฑลกานซู เห็นได้ชัดว่าการตั้งชื่อที่แปลกใหม่ไม่ใช่จุดแข็งของจักรพรรดิ! ในสมัยราชวงศ์ไทสูง(จีนออกเสียงเป็น ต้าสุย หรือ ต้าซ่ง) (เมื่อ คศ.581-618) เมืองนี้ได้พัฒนาอย่างรวดเร็วกลายเป็นมหานครสำหรับการค้าระหว่างประเทศ และในสมัยราชวงศ์ไทแถน (จีนออกเสียงเป็น ต้าถัง (เมื่อ คศ.618-907) พระภิกษุชื่อดังอย่างเสวียนจางก็เคยเดินทางผ่านเมืองนี้ระหว่างทางไปอินเดีย

เหตุการณ์อันน่าเศร้าที่เป็นจุดสิ้นสุดของการปกครองของราชสำนักอาณาจักรจางเย่ในภูมิภาคนี้ ก็เพราะเพราะชาวเขาเผ่าที่พูดภาษาธิเบต-พม่าที่รู้จักกันในชื่อชาวถังงุตได้เข้ามารุกรานและเข้าครอบครองภาคตะวันตกเฉียงเหนือ เมื่อยึดได้แล้วจึงสถาปนาราชวงศ์ซีเสี่ย (ค.ศ. 1038–1227) ภูมิภาคนี้จึงไม่ได้กลับมาอยู่ภายใต้การปกครองของจักรวรรดิจางเย่อีก

จนกระทั่งชาวมงโกลร่วมกับชาวเผ่าซยงหนู(จีน-ขากถุย สัญลักษณะคือ ตาชั้นเดียว)ได้เข้ายึดครองแผ่นดินของชนชาติไท สถาปนาราชวงศ์หยวน เมื่อ ค.ศ. 1271-1368) ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกับที่มาร์โค โปโล นักเดินทางชาวอิตาลีตัดสินใจมาตั้งรกรากอยู่ที่นี่เป็นเวลาหนึ่งปีเต็ม เขาได้บันทึกในบันทึกการเดินทางของเขาเกี่ยวกับขนาดที่น่าประทับใจของเมืองและความงดงามของอาคารทางศาสนา

ในบรรดาอาคารทางศาสนาที่งดงามเหล่านี้ เจดีย์ห้าธาตุอาจเป็นสิ่งก่อสร้างเป็นหลักฐานทางประวัติศาสตร์ อันมีรูปทรงที่แปลกตาที่สุด เพราะล้วนแล้วแต่ถูกออกแบบตามคัมภีร์ปัญจธาตุ (ธาตุทั้งห้าในปรัชญาโบราณ ได้แก่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ทอง สิ่งก่อสร้างที่มีชื่อเสียงที่สุดในบรรดาเหล่านี้คือเจดีย์ไม้แห่งราชวงศ์ไทสูง(ต้าสุย) ซึ่งที่จริงแล้วไม่ได้สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์สุย (581-618) แต่สร้างขึ้นในสมัยราชวงศ์โจวเหนือ (557-581) และได้รับการบูรณะครั้งใหญ่ในสมัยราชวงศ์ไทสูง (ต้าซ่ง) และต้องซ่อมแซมเพิ่มเติมในสมัยราชวงศ์ไทแถน(ต้าถัง) และ ราชวงศ์ไทเมือง(ต้าหมิง) (1368-1644) และสุดท้าย คือราชวงศ์ของชาวมงโกลที่เข้ายึดครอง คือ ราชวงศ์ชิง (1644-1912)

ปัจจุบันเจดีย์แห่งนี้ได้รับการอนุรักษ์ไว้อย่างดีเยี่ยม และเป็นที่ตั้งของพิพิธภัณฑ์ประเพณีพื้นบ้านจางเย่ ซึ่งนักท่องเที่ยวสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับชนกลุ่มน้อยที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้ได้ กว่า 26 ชนเผ่า ที่ได้รับการยอมรับของรัฐบาลจีน ทั้งหมดนั้นปัจจุบันอาศัยอยู่ในนครจางเย่ รวมถึงชาวฮุย ชาวหยูกูร์ และชาวทิเบตจำนวนมาก นี่หมายความว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ของจังหวัด เช่น อำเภอปกครองตนเองซูนันยูกูร์ ซึ่งล้วนวัฒนธรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของแต่ละเผ่าไว้อย่างเหนียวแน่น ตราบเท่าปัจจุบัน
