“มอญ” ได้ปรากฏในประวัติศาสตร์ยุคกรุงสโขไท ที่เราท่านมักจะรู้จักดี นั่นก็คือเรื่องของ “มังกะโท”(สำเนียงไท จะออกเสียงเป็น มะกะโท)


บันทึกประวัติศาสตร์ ได้กล่าวถึงการตั้งอาณาจักรมอญขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจากกษัตริย์แห่งกรุงสุโขไท
สิ่งสังเกตุจากบันทึกประวัติศาสตร์ หรือ จารึกโบราณ เมื่อกล่าวถึงกษัตริย์ หรือ ชนชั้นนำของมอญ จะใช้คำว่า “มะ , เม็ง, มัง, แมะ ” เป็นต้น

สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างไทย กับ มอญ ปรากฏตามจารึกประวัติศาสตร์ และวรรณกรรม “ราชาธิราช” ว่า

พระเจ้าฟ้ารั่วประสูติเมื่อวันที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 1796 โดยมีพระนามเดิมว่า มะกะโท (แมะกะตู)
ต่อมาใน พ.ศ. 1815 ขณะพระชนมายุได้ 19 พรรษาก็ติดตามบิดาซึ่งเป็นราชทูตของราชวงศ์หยวน ที่ส่งไปทำสัมพันธไมตรีกับกษัตริย์สุโขไทที่อยู่ทางใต้

ตรงกับจารึกประวัติศาสตร์ว่า คืออาณาจักรสุโขทัยในรัชสมัยพ่อขุนบาลเมือง กษัตริย์รัชกาลที่ 2 แห่งราชวงศ์พระร่วง พระองค์ได้เข้ารับราชการในราชสำนักสุโขทัยโดยเริ่มจากตำแหน่ง”คนเลี้ยงม้า และได้ศึกษาวิชาคชศาสตร์ จนเชี่ยวชาญได้เป็นควาญช้างพระที่นั่ง สร้างความดีความชอบเรื่อยมาจนได้รับปูนบำเหน็จเป็นขุนวังในรัชสมัยกษัตริย์รัชกาลที่ 3 แห่งอาณาจักรสุโขไท

มะกะโท รับใช้ใกล้ชิดกับพระราชวงศ์ชั้นนอก ชั้นใน จึงได้รู้จักพระราชธิดาของกษัตรย์สุโขทัย มีใจผูกพันรักใคร่กับเจ้านางสร้อยดาว พระราชธิดาของพระมหากษัตริย์แห่งกรุงสุโขไทอย่างลึกซึ้ง จึงได้พาเจ้านางสร้อยดาวหนีไปยังดินแดนเมาะตะมะ

ใน พ.ศ. 1828 เมื่อมะกะโท ได้พาพระราชธิดา หนีออกจากอณาจักรสุโขไท เดิทางไปตั้งครอบครัวที่เมาะตะมะ จากความเก่งกล้าสามารถ ก็ได้รับการแต่งตั้งเป็นนายบ้าน ผู้คนพากันมาสวามิภักดิ์มากมาย ทำให้อลิมามาง เจ้าเมืองเมาะตะมะที่ราชสำนักพุกามส่งมาปกครอง ส่งกองทัพมาปราบ

ซึ่งในที่สุดมะกะโท ก็ได้ชัยบชนะสามารถสังหารอลิมามางสำเร็จ ประชาชนจึงพร้อมใจกันสถาปนาให้มะกะโทขึ้นเป็นกษัตริย์เป็นกษัตริย์

มะกะโทจึงประกาศอิสรภาพจากอาณาจักรพุกาม(พม่า) เมื่อ พ.ศ. 1830
เมื่อขึ้นครองราชสถาปนาพระองค์เป็นกษัตริย์แห่งเมาะตะมะแล้ว พระองค์ได้ส่งพระราชสาส์นมาขอขมายังกษัตริย์สุโทัยเพื่อขอพระราชทานอภัยโทษ พระมหากษัตริย์สุโขทัยได้ทรงพระราชทานอภัยโทษ พร้อมกับพระราชทานพระนามกษัตริย์มะกะโท พร้อมกับส่งกองทัพไท ไพร่พล 1500 พร้อมเกษตรกรจำนวนหนึ่ง ไปเสริมบารมีพระราชบุตรเขย

อันปรากฏหลักฐานตามจารึกในสุพรรณบัฏว่า “พระเจ้าฟ้ารั่ว” ซึ่งชาวมอญเรียกว่า “พระเจ้าวาโรตะละไตเจิญภะตาน” หรือ “สมิงวาโร”

พระเจ้าฟ้ารั่วทรงใช้เวลาเกือบสิบปีจัดการกับเหล่าขุนนางที่เดิมที่เป็นชาวพุกาม และซ่องสุมกำลังเป็นศัตรูจนหมดสิ้น แล้วรวบรวมแผ่นดินมอญให้เป็นปึกแผ่นได้สำเร็จใน พ.ศ. 1839
– ขึ้นครองราช ราชาภิเษก 5 เมษายน พ.ศ. 1830

ปรากฏหลักฐานจากบันทึกราชวงศ์หยวนในปี พ.ศ. 1841 ว่า… “พระเจ้าฟ้ารั่ว” ได้รับการยอมรับ โดยฮ่องเด้ราชวงศ์หยวนได้มีพระบรมราชโองการ ว่า ” เป็นกษัตริย์แห่งเมาะตะมะรามัญประเทศ” …ชนชาติรามัญ หรือ มอญ จึงได้ถือกำเนิดโดยพระบรมราชโองการแห่่งราชวงศ์หยวน นับแต่นั้น

— เหนืออื่นใด เหตุที่ราชวงศ์หยวนรับรองสถานะของ”พระเจ้าฟ้ารั่ว” เป็นกษัตริย์ ก็เพราะว่า “พระเจ้าฟ้ารั่ว” คือ “ชนชาวมงโกล” ที่สืบเชื้อสายโดยตรงจากราชทูตแห่งราขสำนักมงโกล ที่ส่งไปเจริญสัมพันธไม่ตรีอาณาจักรสุโขไท นั้นเอง และนี่คือต้นกำเนิดของ “มอญ” หรือ “รามัญ” อันปรากฏในประวัติศาสตร์ในกาลต่อมา


—- พระเจ้าบุเรงนอง ทรงเป็นสายพระโลหิตของพระเจ้าฟ้ารั่ว ทรงพระราชสมภพเมื่อวันอาทิตย์ ขึ้น 15 ค่ำ เดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2058 เป็นบุตรชายของเมงเยสีหตู ซึ่งเป็นชาวรามัญ (สำเนียงพม่าออกว่า มี่นแยตีฮะตู) ขุนนางระดับสูงผู้หนึ่งของพระเจ้าเมงจีโย พระราชบิดาของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ เมงเยสีหตูผู้นี้ ซึ่งเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญที่ร่วมสถาปนาอาณาจักรตองอูร่วมกับพระเจ้าเมงจีโย และได้รับการอวยยศเป็นถึงเจ้าเมืองตองอูเมืองหลวงอีกด้วย (สังเกตุได้ว่า จะขึ้นนำหน้าว่า “เมง” หรือ “มอญ”)

พระเจ้าบุเรงนองก่อนขึ้นครองราชย์ในปี พ.ศ. 2093 ด้วยการปราบดาภิเษก เพราะมีกบฏเกิดขึ้นมากมาย ภายหลังการสวรรคตของพระเจ้าตะเบ็งชะเวตี้ พระนามของพระเจ้าบุเรงนองออกเสียงตามสำเนียงพม่าว่า “มะหยิ่นนอง”

พระราชวังของพระองค์ที่หงสาวดี มีชื่อว่า “กัมโพชธานี” โดยตั้งชื่อให้เป็นมงคลตามชื่อ “กรุงกัมโภชน์หลวง” หรือ “ลพบุรี” อันเป็นเมืองท่าสำคัญในสุวรรณภูมิ ที่เจริญสุดในยุคนั้น นับว่าเป็นพระราชวังที่ใหญ่โตสมพระเกียรติ สร้างขึ้นในปี พ.ศ. 2109 ปีที่ 15 ของการครองราชย์ของพระองค์ ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่พระองค์เรืองอำนาจสูงสุด พระองค์ตัดสินพระทัยเผาพระราชวังเก่าไปเนื่องจากมีการกบฏ พระราชวังกัมโพชธานีสร้างขึ้นโดยใช้แรงงานจากประเทศราชต่าง ๆ และพระองค์โปรดให้ใช้ชื่อประตูต่าง ๆ ตามชื่อของแรงงานประเทศราชที่สร้าง เช่น ประตูทางตอนเหนือปรากฏชื่อ ประตูโยเดีย (อยุธยา) ประตูตอนใต้ชื่อ ประตูเชียงใหม่ เป็นต้น


พระเจ้าบุเรงนองสวรรคตในปี พ.ศ. 2124 ด้วยพระอาการประชวร ขณะยกทัพไปตียะไข่ ปัจจุบันพระบรมราชานุสาวรีย์ของพระองค์มีมากมายหลายที่ในประเทศพม่า

– สิงที่ควรจารึกบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ คือ ความกตัญญู ที่มีอยู่ในจิตวิญญาณของชาวมอญ เพื่อตอบแทนพระคุณแก่สายโลหิตของผู้มีพระคุณ และเป็นคำตอบในทางประวัติศาสตร์ว่า

เหตุใด บุเรงนองจึงต้องกรีฑาทัพมายึดกรุงศรีอยุทธยา ?
คำตอบคือ เพื่อยึดเอาราชบัลลังก์ที่จะต้องเป็นสิทธิของของราชวงศ์สุโขไท แต่ถูกฝ่ายพราหมณ์กลิงครัฐปล้นไปจากพระยายุษฐิษเถียร พร้อมกับยึดอาณาจักรสุโขไท ถอดฐานันดรกษัตริย์ราชวงศ์สุโขทัยเป็นสามัญชน และตั้งตนเป็นราชวงศ์ใหม่ของตนขึ้นปกครองกรุงศรีอยุธยา

ด้วยเหตุดังกล่าวนั้น บุเรงนอง จึงยกกองทัพยึดอยุทธยา และนำแผ่นดินคืนกลับให้แก่ราชวงศ์พระร่วง ตามสิทธิอันควรเป็น พร้อมกับตั้งให้ขุนพิเรนทรเทพ เชื่อสายราชวงศ์กษัตริย์สุโขไท ขึ้นครองอาณาจักรอยุธยา ตามครรลอง อันถูกต้องชอบธรรม โดยบุเรงนองไม่ได้เผาทำลายทรัพย์สินใดของกรุงศรีอยุธยาแม้แต่น้อย

นี้คือ การแสดงกตเวทิตา แก่ราชวงศ์สุโขไทซึ่งมีพระคุณในการเสริมส่ง บรรพชนของบุเรงนอง(พระเจ้าฟ้ารั่ว) ผู้เป็นปู่ให้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งประวัติศาสตร์ของพม่าไม่กล้าบันทึกข้อมูลความจริงส่วนนี้ ….

::: และที่สำคัญที่สุดก็คือ ” ผู้ที่สถาปนาราชวงศ์หยวน คือ กุบไลข่าน หลานชายของเจ็งกิสข่าน ” นั่นเอง
พี่ชายของกุบไลข่าน ชื่อ “มังกุข่าน” ซึ่งเป็นกษัตริย์มงโกลผู้นำทัพบุกกรุงแบกแดด และ อาณาจักร์ไทสูง(ต้าซ่ง) ปรากฏเป็นหลักฐานในบันทึกราชวงศ์หยวน จึงปราศจากข้อสงสัย คำว่า “มัง” ที่ถูกนำมาใช้เป็นนามของกษัตริย์มอญ เช่น “มังรายกะยอชะวา” เป็นต้น

.


By admin