ปฐมบท :: โจโฉ{เฉาเชา} เล่าปี่{หลิวเป้ย} และซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}สร้างความดีความชอบไต่เต้าในวงราชการด้วยการเข้าร่วมปราบปรามโจรกบฏโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} ที่ลุกฮือก่อการจลาจลสร้างความปั่นป่วนไปทั่วประเทศ
เตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] เตียวโป้{จางเป่า}[1] และเตียวเหลียง{จางเหลียง}[1] ชาวบ้านสามพี่น้องใช้ความเชื่อในลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] ตั้งตัวเป็นโต๋หยิน{เต้าหลิง}[ง-6] เตียวก๊กใช้ความรู้จากคัมภีร์ไทแผงเยาสุด{ไท่ผิงเหย้าซู}[ง-6] ที่ได้รับมาจากเซียนหนานหัว{หนานหัวเหล่าเซียน}[ง-6] ช่วยเหลือชาวบ้านโดยการเขียนยันต์และแจกจ่ายน้ำมนต์รักษาโรค จนได้รับความเลื่อมใสศรัทธาจากชาวบ้านจำนวนมากและกลายเป็นขบวนการขนาดใหญ่ที่วางแผนลุกฮือขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศเพื่อล้มล้างราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] ที่เสื่อมโทรมและสร้างสังคมเสมอภาคขึ้นใหม่ เมื่อราชสำนักรู้ข่าวก็เรียกขบวนการนี้ว่าโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}[1-1] และแต่งตั้งโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] เป็นผู้บัญชาการทัพ และมีคำสั่งให้โลติด{หลูจื๋อ}[1] ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] และจูฮี{จูจุ้น}[1] ผู้ซึ่งเป็นตงลงเจียง{จงหลางเจียง}[ก-11.1] คือแม่ทัพราชวัลลภแห่งสำนักพระราชวังนำกองทหารราชองครักษ์และทหารเกณฑ์ออกไปปราบ โจโฉ{เฉาเชา}[1] นายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] ตุนขิว{ตุ้นชิว} เมืองตองกุ๋น{ตงจุ้น}[ข-19.1] ซึ่งในขณะนั้นอายุสามสิบปีก็ได้รับคำสั่งให้ร่วมรบด้วยในตำแหน่งร้อยเอกแห่งกองทหารม้า
มณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] ที่ปกครองโดยเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ก็ถูกคุกคามจากโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}เช่นกัน มีการติดประกาศรับสมัครทหารไปทั่วทุกเมืองทุกอำเภอ เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ซึ่งอาศัยอยู่กับมารดาในเมืองตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] อ่านประกาศด้วยความท้อใจ เพราะต้องการช่วยเหลือบ้านเมืองแต่ไม่มีกำลังเพียงพอ เมื่อได้พบกับเตียวหุย{จางเฟย}[1] ที่เป็นชาวตุ้นก้วนเช่นกัน และกวนอู{กวนอยู่}[1] ที่ฆ่าคนตายแล้วหลบหนีมา มีความคิดตรงกัน ทั้งสามจึงสาบานเป็นพี่น้องกันในสวนดอกยี่โถ (ต้นฉบับนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] ระบุว่าเป็นสวนดอกท้อ) หลังบ้านเตียวหุย เล่าปี่อายุ 24 ปีเป็นพี่ใหญ่ กวนอูอายุ 23 ปีเป็นพี่รอง และเตียวหุยอายุ 20 ปีเป็นน้องเล็ก และต่อมาได้เชื้อเชิญผู้ที่มีความคิดช่วยเหลือบ้านเมืองเช่นกันได้สามร้อยคน พร้อมกับได้รับความช่วยเหลือทางการเงินจากเล่าสง{ซูซวง}[1] และเตียวสิเผง{จางซื่อผิง}[1] พ่อค้าม้าจากรัฐตงสัน{จงซาน}[ข-26.5] มณฑลกิจิ๋ว{จี้โจว}[ข-26] ที่เดินทางไปค้าขายไม่ได้เพราะมีโจรโพกผ้าเหลืองอาละวาดอยู่ระหว่างทาง เล่าปี่จึงได้ตีกระบี่คู่ประจำกาย กวนอูได้ง้าวมังกรเขียว{ชิงหลงเหยี่ยนแย์ว่เตา}[อ] เตียวหุยได้ทวนอสรพิษ{เหมา}[อ]
เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และพี่น้องเดินทางไปขอเข้าร่วมกับเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] สมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] อิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] และได้รับมอบหมายให้ติดตามเจาเจ้ง{โจวจิ้ง}[1] นายกองทหารของเล่าเอี๋ยนไปต้านกลุ่มโจรโพกผ้าเหลืองห้าหมื่นคนนำโดยเทียอ้วนจี้{เฉิงย่วนจื้อ}[1] และเตงเมา{เติ้งเม่า}[1] ที่กำลังมุ่งหน้ามายังเมืองตุ้นก้วน เมื่อเข้าปะทะกัน เตียวหุย{จางเฟย}[1] ก็เอาทวนแทงถูกอกเตงเมาตกม้าตาย เทียอ้วนจี้ถลันเข้าจู่โจมจึงถูกกวนอู{กวนอยู่}[1] ขวางและเอาง้าวฟันตัวขาดเป็นสองท่อน เหล่าโจรที่ไร้หัวหน้าก็ยอมแพ้
สิบเกง{กงจิ่ง}[1] ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เฉงจิ๋ว{ชิงโจว}[ข-18] ส่งหนังสือมาขอกำลังเสริมจากเล่าเอี๋ยน เล่าปี่และพี่น้องจึงอาสาไปพร้อมกับเจาเจ้งและทหารห้าพันนายไปช่วยเหลือ เมื่อพวกโจรได้ข่าวว่ามีกองทหารมาช่วยก็เร่งมือเข้าตีไม่ให้ตั้งตัว เล่าปี่ออกอุบายถอยหนี และซุ่มกองกำลังโจมตี กองทหารของสิบเกงในเมืองก็ออกมาตีขนาบจนได้ชัยชนะ เจาเจ้งเดินทางกลับมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] แต่พวกเล่าปี่ต้องการเดินทางไปช่วยโลติด{หลูจื๋อ}[1] ซึ่งมีตำแหน่งเป็นตงลงเจียง{จงหลางเจียง}[ก-11.1] และกำลังรบกับเตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] อยู่ที่อำเภอกงจ๋ง{ก่วงจง}[ข-26.2] เมื่อมาถึงกงจ๋ง โลติดตั้งค่ายประชิดยันกันอยู่ จึงขอให้รีบนำทหารหนึ่งพันนายไปช่วยฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] และจูฮี{จูจุ้น}[1] ที่เมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4]
เมื่อเล่าปี่เดินทางมาถึงเองฉวนก็ทราบว่ากองโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}ถูกโจโฉ{เฉาเชา}[1] เผด็จศึกแล้ว โดยฮองฮูสงและจูฮีใช้อุบายจุดไฟเผาค่ายที่ทำจากฟางข้าวของพวกโจรที่ตั้งหลบกองทัพหลวงอยู่ในหุบเขา เตียวเหลียง{จางเหลียง}[1] และเตียวโป้{จางเป่า}[1] พลาดท่าจึงหลบหนี แต่โจโฉตั้งกองทัพรออยู่แล้วจึงสังหารพวกโจรไปมากมาย ฮองฮูสงและจูฮีจึงสั่งให้เล่าปี่และพี่น้องเดินทางกลับไปช่วยโลติดที่กงจ๋ง เพราะเตียว เหลียงและเตียวโป้ที่พ่ายแพ้กำลังมุ่งหน้าไปสมทบกับเตียวก๊กแล้ว เมื่อมาถึงกงจ๋งพบว่าโลติดถูกควบคุมตัวเป็นนักโทษใส่รถขังกลับเข้าราชธานีเนื่องจากถูกขันทีจูฮง{จั่วเฟิง}[1] ที่ฮ่องเต้ส่งมาดูสถานการณ์การสู้รบ ป้ายสีว่าไม่ทุ่มเทกำลังความสามารถเข้าทำการปราบปรามเพราะโลติดไม่ยอมจ่ายสินบน ราชสำนักจึงส่งตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] เจ้าเมือง{หยิ่น}[ข-1] ฮอตั๋ง{เหอตง}[ข-8] มาบัญชาการรบแทน
เล่าปี่ท้อแท้ใจที่คนดีไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงคืนกองทหารให้กับอำเภอกงจ๋ง{ก่วงจง}[ข-26.2] แล้วตนเองเดินทางกลับบ้านที่เมืองตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] ระหว่างทางพบกองทัพของตั๋งโต๊ะกำลังพลาดท่าถอยหนีกองโจรโพกผ้าเหลืองที่นำทัพโดยเตียวก๊ก จึงเข้าช่วยเหลือ ทำให้เตียวก๊กที่กำลังป่วยอยู่ไม่ไล่ล่าตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ต่อ เมื่อตั๋งโต๊ะทราบว่ากองทหารที่เข้าช่วยเป็นแค่กองทหารอาสาที่นำโดยชาวบ้านธรรมดาอย่างเล่าปี่ จึงไม่ใส่ใจและทำเฉยเสีย เตียวหุย{จางเฟย}[1] โกรธแค้นมากต้องการเข้าทำร้ายแต่เล่าปี่ห้ามไว้
พี่น้องจึงเดินทางจากมาแล้วกลับไปสมทบกับจูฮีที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ที่กำลังรบกับเตียวโป้อยู่ เล่าปี่ให้เตียวหุยออกรบกับหัวหน้าโจรโกเสง{เกาเซิง}[1] เตียวหุยก็เอาชนะได้ เตียวโป้เข้าช่วยโดยใช้เวทย์มนต์เสกกระดาษและตุ๊กตาฟางให้เป็นกองทัพ แต่จูฮีรู้วิธีแก้โดยการใช้เลือดสุกรสุนัขสาดเข้าใส่ เวทย์มนต์ของเตียวโป้ก็เสื่อมไป เตียวโป้ได้รับบาดเจ็บที่ไหล่ซ้ายจากลูกเกาทัณฑ์ของเล่าปี่จึงหลบเงียบอยู่ในค่ายที่อำเภอเยียงเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1]
เมื่อกองทัพตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ล้มเหลวหลายครั้ง ราชสำนักจึงสั่งให้ฮองฮูสงบัญชาการรบทางภาคเหนือแทน ในขณะที่ฮองฮูสงและโจโฉกำลังรบกับเตียวเหลียง{จางเหลียง}[1] ที่อำเภอโฉเหียง{ชูหยาง}[ข-26.5] เตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] ป่วยหนักจนเสียชีวิต พวกโจรหมดกำลังใจ เตียวเหลียงออกรบก็แพ้ถึงเจ็ดครั้งเจ็ดครา ในที่สุดก็ถูกฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] สังหารเสีย ฮองฮูสงและโจโฉ{เฉาเชา}[1] ได้รับการปูนบำเหน็จจากความดีความชอบครั้งนี้ โดยฮองฮูสงเป็นติจงกุ๋น หรือผู้บัญชาการกองพลทหารม้ารถศึก{เชอจี้เจียงจุน}[ก-15] และให้กินมณฑลบุยจิ๋ว{จี้โจว}[ข-26] โจโฉได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเสนาบดีรัฐเจลำเซียง{จี่หนาน}[ข-18.3]มณฑลเฉงจิ๋ว{ชิงโจว}[ข-18] ฮองฮูสงก็กราบทูลว่าโลติด{หลูจื๋อ}[1] ถูกใส่ร้าย โลติดจึงได้รับการปล่อยตัวและให้คืนยศดังเดิม จูฮี{จูจุ้น}[1] เร่งร้อนอยากพิชิตศึกแนวรบที่เหลือ แต่เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] เตือนสติให้คอยดูการแตกสามัคคีของพวกโจรจะช่วยให้ชนะได้โดยไม่เปลืองกำลัง ในที่สุดลำแจ้ง{เหยียนเจิ้ง}[1] หัวหน้าพวกโจรคนหนึ่งก็สังหารเตียวโป้{จางเป่า}[1] แล้วตัดศีรษะทิ้งค่ายมายอมแพ้
ถึงแม้ผู้ก่อตั้งทั้งสามของโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} จะตายหมดแล้ว แต่พวกฮั่นต๋ง{หันจง}[1] เตียวฮ่อง{เจ้าหง}[1] และซุนต๋อง{ซุนจ้ง}[1] หัวหน้าโจรที่เหลืออยู่ยังคงยึดป้อมปราการอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] เป็นที่ตั้งสุดท้ายสร้างความเดือดร้อนอยู่ทั่วไป จูฮีจึงพาพวกเล่าปี่ไปกวาดล้าง หัวหน้าโจรขัดสนเสบียงอาหารจึงขอยอมจำนน แต่จูฮีไม่ยอมรับ เล่าปี่จึงกล่าวว่าสมัยพระเจ้าฮั่นโกโจ{ฮั่นเกาจู่}[ง-8] นั้น เหตุที่ทรงรวบรวมบ้านเมืองได้เพราะเกลี้ยกล่อมให้คนยอมสวามิภักดิ์โดยไม่ต้องการปราบให้แตกหักไปทั้งหมด (ดู [ง-8]) จูฮีให้เหตุผลว่าโจรเหล่านี้ทิ้งไว้ภายหน้าก็จะก่อการอีก เล่าปี่กลับเห็นว่าจะทำให้พวกโจรที่จนตรอกสู้จนตัวตาย กองทัพไพร่พลก็จะเสียหายล้มตายมาก จึงเสนอให้โจมตีเมืองแค่สามด้าน เปิดทิศหนึ่งไว้ให้พวกโจรถอย แล้วจึงค่อยตามตีต่อไปในภายหลัง
ซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] ระดมกำลังทหารอาสาได้หนึ่งพันห้าร้อยคนมุ่งหน้าเข้าร่วมกับกองทัพของจูฮี จูฮีจึงสั่งการให้ยกทัพเข้าตีป้อมอำเภออ้วนเซียจากทั้งสามด้าน จูฮีตะวันตก ซุนเกี๋ยนใต้ เล่าปี่เหนือ ซุนเกี๋ยนปีนเข้าเมืองได้ก่อนก็ไล่สังหารเตียวฮ่อง{เจ้าหง}[1] ตาย ซุนต๋ง{ซุนจ้ง}[1] ถูกลูกเกาทัณฑ์ของเล่าปี่ตาย ในที่สุดพวกโจรกลุ่มสุดท้ายก็ถูกปราบได้สำเร็จ
จูฮี ซุนเกี๋ยน เล่าปี่ เดินทางกลับราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] เพื่อรับรางวัล จูฮีได้เป็นนายทหารใหญ่และได้กินเมืองโห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10] ซึ่งเป็นหัวเมืองชั้นในที่สำคัญที่สุดของมณฑลราชธานี ซุนเกี๋ยนได้เป็นกรมการหัวเมือง แต่เล่าปี่และทหารอาสา รออยู่นานก็ยังไม่ได้รับปูนบำเหน็จอย่างใด
ประวัติศาสตร์หลังฉาก
ราชสำนักรับรู้การก่อตัวของโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}ล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกปี แต่มิได้ลงมือป้องกันอย่างเหมาะสม เพราะพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] และขันทีมัวแต่กอบโกยหาผลประโยชน์ใส่ตัว ขุนนางตงฉินจำนวนมากที่กล้าหาญเตือนสติฮ่องเต้ถูกขันทีกำจัดไปอย่างน่าสลดใจ
ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] โลติด{หลูจื๋อ}[1] จูฮี{จูจุ้น}[1] โจโฉ{เฉาเชา}[1] ซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] และนายทหารอีกหลายคนมีบทบาทอย่างแท้จริงในการปราบปรามโจรกบฎกลุ่มนี้และควรต่อการได้รับความดีความชอบ [1-1]
ไม่มีการบันทึกว่าเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] กวนอู{กวนอยู่}[1] เตียวหุย{จางเฟย}[1] สาบานเป็นพี่น้องในสวนท้อ [1-2] และไม่มีการบันทึกว่าเคยเข้าร่วมการรบใดๆ กับจูฮีและฮองฮูสงในการปราบปรามโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} หมดคือการแต่งเติมขึ้นเพื่อเพิ่มบทบาทให้เล่าปี่
เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ไม่เคยปกครองมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24]
[1-1] การปราบปรามโจรกบฏโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}โดยกองทัพของราชสำนัก
(เดือนเมษายน ปี 184/727 – เดือนกุมภาพันธ์ ปี 185/728)
เนื่องจากมีการเก็บภาษีอย่างหนักไปทั่วประเทศเพื่อนำไปสร้างป้อมและค่ายทหารแถบเส้นทางสายไหมที่มีชนเผ่าต่างๆ ปล้นสะดมภ์ มีการขูดรีดคอรัปชั่นอย่างมโหฬารของชนชั้นขุนนางในท้องถิ่นเพื่อซื้อตำแหน่ง และถือโอกาสกอบโกยจากความปั่นป่วนไม่มั่นคงของราชสำนัก ชาวบ้านซึ่งอพยพลงมาจากภาคเหนือที่เกิดสภาพฝนแล้งมาเช่าที่ดินตอนกลางของประเทศบริเวณลุ่มแม่น้ำฮองโห{หวงเหอ}[ฉ] กลับต้องเผชิญกับน้ำท่วมครั้งใหญ่จนต้องกลายเป็นคนเร่ร่อนอดอยากยากแค้น ชาวบ้านจำนวนมากเหล่านี้เกิดความเลื่อมใสศรัทธาในลัทธิของเตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] ที่ช่วยบรรเทาความเจ็บไข้ และให้ความหวังในอนาคตที่ดีกว่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความเสมอภาค จึงเข้าร่วมขบวนการเป็นจำนวนมาก กองกำลังชาวนาทั่วประเทศประมาณสามแสนหกหมื่นคนจึงลุกฮือขึ้นต่อต้านอ๋องและขุนนางท้องถิ่น ทุกคนคาดผ้าสีเหลืองเข้าปล้นฆ่านายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] เจ้าเมืองและผู้ตรวจราชการมณฑลตามที่ว่าการอำเภอ ศาลากลางเมืองและเทศาภิบาลมณฑลต่างๆ ในช่วงปี 184/727 ถึงปี 205/748 ทางการจึงเรียกว่าเป็นโจรกบฏโพกผ้าเหลือง 黃巾之亂 (黄巾之乱) Huáng Jīn Zhī Luàn {หวงจินจือล่วน}<เหลือง><ผ้าคาดศีรษะ><แห่ง><ความวุ่นวาย>
ตามแผนเดิมการลุกฮือจะเกิดขึ้นพร้อมกันทั่วประเทศในวันตรุษจีนซึ่งตรงกับวันที่ 31 มกราคม ในปี 184/727 โดยถือเป็นวาระอภิมหามงคลของจีนเพราะเป็นวันตรุษใหญ่ของการครบรอบวัฏจักรหกสิบปี{ลิ่วสือฮัวเจี่ย}[ง-3] ที่เรียกว่าปี 甲子 Jiǎ Zǐ {เจี่ยจึซ์} ลัทธินี้เชื่อในหลักการแห่งความเสมอภาคและทุกคนมีสิทธิในที่ดินเท่าเทียมกัน เมื่อเริ่มต้นเคลื่อนไหวมีคำขวัญว่า
ฟ้าครามเก่าล่มมลายเสื่อมสลาย 蒼天已死 Cāng Tiān Yǐ Sǐ {ชังเทียนอี่สี่}<สีฟ้า,สีเขียว><ท้องฟ้า,สวรรค์><หยุด,และแล้ว,ต่อมา><ตาย,แข็งทื่อ>
ฟ้าเหลืองใหม่ผ่องอำไพมาแทนที่ 黃天當立 Huáng Tiān Dàng Lì {หวงเทียนตั้งลี่}<สีเหลือง><ท้องฟ้า,สวรรค์><ตั้ง,ก่อตั้ง><ทดแทน>
ถึงวาระปีใหม่ใหญ่ในดิถี 歲在甲子 Suì Zài Jiǎ Zǐ {ซุ่ยจ้ายเจี่ยจึซ์}<ปี,สมัย><ที่,ใน,ท่ามกลาง><ลำต้นสวรรค์แรก><กิ่งก้านดินแรก>
มงคลศรีจักเกิดมีในแผ่นดิน 天下大吉 Tiān Xià Dà Jí {เทียนเซี่ยต้าจี๋}<ฟ้า,สวรรค์><ข้างล่าง,ข้างใต้><ยิ่งใหญ่><มงคล,รุ่งเรือง,โชค>
กลุ่มกบฎจึงใช้ผงถ่านเขียนตัวอักษร{เจี่ยจึซ์}นี้ ที่กำแพงเมือง ประตูเมือง และที่ทำการของหัวเมือง มณฑลต่างๆ อยู่ทั่วไป ตามหลักธาตุทั้งห้า{อู่สิง}[ง-5] ราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] ของราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] เป็นธาตุไฟสีแดง ซึ่งก่อให้เกิดธาตุดินซึ่งเป็นสีเหลืองตามมา แต่การที่ชวนเชื่อว่าท้องฟ้าจะเปลี่ยน เป็นสีเหลืองนั้นมีความหมายว่าสวรรค์อนุมัติ ในยุคที่ลัทธิคอมมิวนิสต์เป็นที่นิยมในประเทศไทยเมื่อหลายสิบปีก่อนก็มีคำขวัญทำนองเดียวกันว่า “เมื่อฟ้าสีทองผ่องอำไพ ประชาชนจะเป็นใหญ่ในแผ่นดิน” การใช้คำว่าโจรโพกผ้าเหลืองเป็นการแปลตามฝรั่ง เพราะที่จริงแล้วขบวนการนี้ไม่ได้ “โพก” ผ้าซึ่งมีลักษณะแบบแขก แต่เป็นการเอาแถบผ้าเหลืองมาพันรอบหน้าผากแบบที่คนญี่ปุ่นชอบทำเวลาต้องการความทะมัดทะแมง และเหมือนกับตอนที่นักศึกษาจีนประท้วงที่จตุรัสเทียนอันเหมิน
ในช่วงแรกๆ เหล่าขุนนางของหัวเมืองและตำบลต่างๆ ไม่เข้าใจสถานการณ์ว่าเกิดอะไรขึ้น รายงานมายังราชสำนักแต่เพียงว่า “เตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] ได้ทำการสั่งสอนผู้คนด้วยคำสอนอย่างดี ทำให้ผู้คนมากมายหันไปนับถือมากขึ้น” แต่ต่อมาในปี 177/720 {หยางซื่อ}[1] ซึ่งเป็นองคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2] ได้ถวายฎีกาเรื่องโจรกบฏโพกผ้าเหลืองว่า “เตียวก๊กนั้นได้ทำการหลอกลวงและแสวงหาประโยชน์จากชาวบ้าน เมื่อการนิรโทษกรรมกระจำปีได้อนุมัติไปแล้วในวันที่ 30 พฤษภาคม ไม่เพียงแต่จะไม่สำนึกเสียใจ แต่ยังแผ่อิทธิพลมากขึ้นไปอีก ถ้ามีคำสั่งไปยังมณฑลและหัวเมืองต่างๆ ให้จับกุมและลงโทษเตียวก๊ก ข้าพระองค์กลัวว่าจะเกิดความวุ่นวายและนำไปสู่ภัยพิบัติ สิ่งแรกที่ควรทำคือการออกคำสั่งอย่างเข้มงวดแก่ผู้ตรวจราชการมณฑลและบรรดาเจ้าเมืองทั้งหลายให้พยายามหยุดการเดินทางของเหล่าสาวกที่เผยแพร่คำสอนของเตียวก๊ก และส่งตัวกลับภูมิลำเนาเดิม วิธีนี้จะทำให้สามารถแบ่งแยกกลุ่มของชาวบ้านเหล่านี้ แล้วค่อยลงโทษเฉพาะบรรดาหัวหน้า ทุกอย่างก็จะกลับสู่ความสงบอย่างไม่มีปัญหา” แต่พอดี{หยางซื่อ}[1] ถูกให้ออกจากตำแหน่ง ข้อเสนอนี้จึงไม่ได้รับการดำเนินต่อไป
เล่าโต๋{หลิวเถา}[2] ขุนนางอาลักษณ์อาวุโสในสังกัดขององคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2] ได้ถวายฎีกาอีกฉบับหนึ่งย้ำถึงคำแนะนำของ{หยางซื่อ}และเสริมว่า “แผนร้ายของเตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] นั้นทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งแผ่นดินเต็มไปด้วยข่าวลือต่างๆ นาๆ และมีการอ้างว่าเตียวก๊กและเหล่าสาวกได้ลอบแอบเข้ามาในราชธานีและส่งสายเข้ามาในราชสำนักแล้ว คนเหล่านี้แพร่ข่าวลือเร็วเหมือนนกบิน มีจิตใจที่ชั่วร้ายเหมือนสัตว์ป่า และยังวางแผนก่อการพร้อมกัน เหล่าสาวกที่อยู่ในมณฑลและหัวเมืองต่างๆ ได้พากันประชุมอย่างลับๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข่าวซึ่งกันและกัน แต่ยังคงไม่กล้าจะประกาศอย่างชัดเจนในที่สาธารณะ ฝ่าพระบาทควรจะมีพระราชโองการที่ชัดเจน ประกาศให้จับกุมตัวเตียวก๊กและเหล่าผู้สนับสนุน และสัญญาจะมอบที่ดินหลวงให้เป็นรางวัลแก่ผู้ที่จับตัวเขาได้ ถ้ามีผู้ใดกล้าขัดขวางรับสั่ง ผู้นั้นจะได้รับโทษเช่นเดียวกับเตียวก๊ก” แต่ฮ่องเต้ไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้จริงจังนัก ซึ่งหมายความว่าฮ่องเต้ และราชสำนักรับรู้ปัญหานี้มาก่อนไม่น้อยกว่า 6 ปีก่อนจะเกิดการลุกฮือขึ้นเป็นวงกว้างในต้นปี 184/727
ขบวนการเคลื่อนไหวนี้แบ่งออกเป็นสามสิบหกหน่วย แต่ละหน่วยมีจำนวนคนเท่ากับหนึ่งกองทัพของทางการ หน่วยที่ใหญ่ที่สุดมีคนมากกว่าหนึ่งหมื่นคน หน่วยเล็กๆ นั้นมีคนจำนวนหกถึงเจ็ดพันคน และมีสาวกที่ได้รับแต่งตั้งเป็นหัวหน้าหน่วยคอยควบคุม
ม้าอ้วนยี่{หม่าหยวนอี้}[1] ผู้นำหน่วยที่ใหญ่ที่สุดเสนอผลประโยชน์ให้ขันทีในราชธานีที่ร่วมสนับสนุนอยู่ด้วยหลายคน เช่นขันทีฮองสี{เฟิงสู่} ซึ่งเป็นหนึ่งในสิบขันที[ห] เพื่อให้การจู่โจมยึดราชธานีทำได้สะดวกโดยตกลงกันว่าในวันที่ 3 เมษายน 184/727 จะก่อการจากภายในและภายนอกราชธานีพร้อมๆ กัน แต่พอถึงเดือนกุมภาพันธ์ ข่าวก็รั่วเพราะลูกศิษย์คนหนึ่งของเตียวก๊กที่ชื่อตองจิ๋ว{ถังโจว}[1] ทรยศนำความไปบอกทางการ ม้าอ้วนยี่ก็ถูกจับกุมตัวและถูกประหารโดยให้รถม้าศึกฉีกร่างเป็นชิ้นๆ ที่ราชธานี ขันทีฮองสีผู้รับสินบนและชาวเมืองที่เชื่อในคำสอนของเตียวก๊กก็ถูกจับกุมสอบสวนและถูกประหารชีวิตนับเป็นพันคน เตียวก๊กจึงจำเป็นต้องเริ่มก่อการเร็วกว่าแผนเดิมอย่างฉุกระหุกโดยส่งม้าเร็วไปแจ้งให้ทั้งสามสิบหกหน่วยลุกฮือขึ้นพร้อมกัน จึงทำให้รัฐบาลตกเป็นฝ่ายรับและแทบตั้งตัวไม่ติด ช่วงเดือนแรกๆ ขณะที่เสียเวลาไปกับการกำจัดกบฏที่ซ่อนตัวอยู่ในราชธานี อ๋องและขุนนางตามหัวเมืองต่างๆ ก็ถูกฆ่าหรือถูกบังคับให้ทิ้งที่ทำการ และสถานที่ราชการก็ถูกเผาทำลายไปมากมายจากการลุกฮือขึ้นพร้อมๆ กันทั่วประเทศ
ในวันที่ 2 เมษายน 184/727 ราชสำนักจึงประกาศแต่งตั้งโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] ซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมืองโห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10] ขึ้นเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุดในการปราบกบฏ มีอำนาจควบคุมสามกองทหารพระราชวังหลวง[ก-23.1] และห้ากรมแห่งกองทัพเหนือ{เป่ยจุน}[ก-15] โฮจิ๋นก็ยกทัพเข้าราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] เพิ่มกำลังทหารรักษาพระราชฐาน และออกคำสั่งแต่งตั้งผู้บัญชาการทหารประจำป้อมด่านและท่าข้ามแม่น้ำทั้งแปดรอบราชธานี[ฉ]
หากไม่นับหน่วยที่แฝงตัวอยู่ในราชธานีแล้ว โจรโพกผ้าเหลืองมีกองกำลังขนาดใหญ่อยู่สามแห่ง (ภาพที่ 1-1) คือ
บริเวณที่ราบลุ่มตอนเหนือแม่น้ำฮวงโหใกล้เมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] โดยเฉพาะที่อำเภอกงจ๋ง{ก่วงจง}[ข-26.2] บ้านเกิดของสามพี่น้องตระกูลเตียว และเมืองวุย{เว่ย}[ข-26.3]
บริเวณตอนเหนือของประเทศแถบเมืองตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] และเมือง{ก่วงหยาง}[ข-24.2]
บริเวณตอนกลางประเทศแถบเมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] และเมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4]
การปะทะในบริเวณเมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] ลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] และเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ค่อนข้างรุนแรงและไม่เห็นผลสำเร็จเท่าไร ในวันที่ 23 เมษายน {จางม่านเฉิง}[1] สังหาร{ฉู่ก้ง}[1] ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21] ที่เมืองลำหยง กองทัพจูฮี{จูจุ้น}[1] ก็พ่ายแพ้ให้กับไป่ซัว{โปไฉ}[1] ที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ต้องถอยไปตั้งค่ายที่อำเภอเตียงสี{ฉางเซ่อ}[ข-22.5] กองทัพของมณฑลอิจิ๋ว{ยู่โจว}[ข-22] ที่นำโดยเตียวเขียน{เจ้าเชียน}[1] เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] ก็แพ้ที่เมือง{ก่วงหยาง}[ข-24.2] {กัวซุน}[1] ผู้ตรวจการมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] และเล่าอุย{หลิวเว่ย}[1] เจ้าเมืองก็ถูกสังหารที่เมือง{ก่วงหยาง}[ข-24.2]
พอถึงกลางปีเดือนพฤษภาคม ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] และจูฮีที่มีกำลังทหารน้อยกว่าพวกโจรโพกผ้าเหลืองมาก จึงถูกไล่ต้อนไปจนถึงอำเภอเตียงสี{ฉางเซ่อ}[ข-22.5] แล้วถูกปิดล้อมไว้ แต่ฮองฮูสงสังเกตว่าค่ายกระโจมต่างๆ ของโจรผ้าเหลืองนั้นสร้างขึ้นด้วยหญ้าและพุ่มไม้ และแถบนั้นมีลมกรรโชกแรง ฮองฮูสงจึงสั่งให้ทหารปีนกำแพงค่ายโจรพร้อมด้วยหญ้าแห้งจำนวนมากติดมือไปด้วย และส่งทหารหน่วยพิเศษฝีมือดีแอบใช้ทางลับลอบออกมานอกแนวปิดล้อมเพื่อก่อกองไฟใหญ่ขึ้น แล้วให้ร้องตะโกนเป็นสัญญาณ ทหารในค่ายของฮองฮูสงก็ตอบรับโดยการยกสัญญาณไฟ ฮองฮูสงจึงนำทหารออกจากเมืองเข้าโจมตี พร้อมด้วยเสียงกลองศึกและเสียงโห่ร้องอย่างกึกก้องของทหาร พุ่งเข้าโจมตีแนวปิดล้อมของโจรกบฎโพกผ้าเหลือง เหล่ากบฏก็หวาดกลัวและเสียขบวนไป ไป่ซัว{โปไฉ}[1] จึงโดนกำหราบได้สำเร็จโดยแผนการใช้ไฟตีตลบหลังของฮองฮูสง ในตอนนั้นโจโฉ{เฉาเชา}[1] นายกองทหารม้านำทัพจากรัฐไพก๊ก{เพ้ย}[ข-22.2] มาเสริมพอดี ฮองฮูสง โจโฉและจูฮี{จูจุ้น}[1] รวมกำลังเข้าโจมตี โจรกบฏโพกผ้าเหลืองจึงถูกสังหารหลายหมื่นคน
ภาพที่ 1-1 แสดงที่ตั้งกองกำลังหลักและชื่อหัวหน้าของกบฏโจรโพกผ้าเหลือง และชื่อแม่ทัพของราชสำนักที่ถูกส่งไปปราบปราม ในปี 184/727
สถานการณ์ของฝ่ายราชการก็กลับแปรเปลี่ยนเป็นได้เปรียบ พอเดือนมิถุนายน ฮองฮูสงและจูฮีก็ไล่โจมตีกองกำลังโจรกบฏของไป่ซัว{โปไฉ}[1] จนต้องถอยไปถึงอำเภอ{หยางตี๋} เมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] และสามารถเผด็จศึกสังหารไป่ซัวได้สำเร็จ อีกหกเดือนต่อมาเข้าโจมตีกองกำลังโจรกบฏของแพโต๋{เผิงทัว}[1] ที่อำเภอ{ซีหัว}[ข-22.1] แล้วสามหัวเมืองคือเมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] เมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] และรัฐ{เฉิน}[ข-22.6] ก็กลับคืนสู่ความสงบ ฮองฮูสงก็ส่งรายงานไปราชสำนัก จูฮีจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าพระยา และตำแหน่งแม่ทัพผู้ปราบปรามกบฏให้สงบ และมีราชโองการสั่งให้ฮองฮูสงเข้าโจมตีโจรผ้าเหลืองที่เมืองตองกุ๋น{ตงจุ้น}[ข-19.1] และจูฮีเข้าโจมตีที่เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1]
มีราชโองการแต่งตั้งให้ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] เข้าโจมตีเตียวก๊กแทนในวันที่ 25 กันยายน แต่ก็ยันกันอยู่ พอถึงฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน ฮองฮูสงก็ปะทะกับกองกำลังเตียวเหลียง{จางเหลียง}[1] ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีและฮึกเหิม ทำให้ไม่สามารถที่จะเอาชนะได้ วันหนึ่งฮองฮูสงจึงสั่งปิดค่ายและบอกให้ทหารพักผ่อนและเฝ้ารอดูสถานการณ์เพราะเชื่อว่าศัตรูต้องเฝ้าระวังและพร้อมออกรบ แต่ในคืนนั้นฮองฮูสงกลับสั่งการให้ทหารเตรียมพร้อม พอรุ่งสางก็เข้าบุกโจมตีทัพเตียวเหลียง การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือดตั้งแต่ช่วงเช้าจนถึงเวลาบ่ายและได้รับชัยชนะในที่สุด เตียวเหลียง{จางเหลียง}[1] ถูกสังหารและโจรโพกผ้าเหลืองถูกจับกุมได้กว่าสามหมื่นคน แต่มีมากกว่าห้าหมื่นคนที่หนีไปได้ บางส่วนจมแม่น้ำฮองโห{หวงเหอ}[ฉ] ตาย ตอนนั้นเตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] ก็ป่วยเสียชีวิตไปแล้ว แต่พวกทหารก็พากันทุบโลงศพและตัดหัวส่งไปเสียบประจานที่ราชธานี
ในเดือนธันวาคม ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] เข้าโจมตีเตียวโป้{จางเป่า}[1] ที่อำเภอ{เซี้ยฉู่หยาง} เมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] ซึ่งเป็นกองบัญชาการสูงสุดของโจรกบฎ และสามารถสังหารเตียวโป้พร้อมกับจับเชลยได้มากกว่าหนึ่งแสนคน ฮองฮูสงก็ได้รับแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการทหารม้ารถศึกฝ่ายซ้าย พร้อมตำแหน่งผู้ปกครองมณฑลกิจิ๋ว และได้รับฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าพระยาแห่งอำเภอ{ห้วยหลี่}[ข-5.5] ได้ศักดินาจากภาษีชาวบ้านแปดพันหลังคาเรือน
แต่โจรโพกผ้าเหลืองที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] ยังคงถูกจูฮี{จูจุ้น}[1] ล้อมอยู่ ไม่สามารถเอาชนะได้ ขุนนางบางคนในราชธานีแนะนำว่าควรจะเรียกตัวจูฮีกลับ แต่เตียวอุ๋น{จางเวิน}[1] ถวายความเห็นต่อฮ่องเต้ว่า “ในอดีตสมัยรัฐสงคราม{จ้านกั๋วสือต้าย}[ง-6] รัฐจิ๋น{ฉิน}ใช้{โป๋ฉี}[ง-6] และรัฐ{เอี๋ยน}ใช้งักเย่{ยุยอี้}[ง-6] ให้ประจำการที่ชายแดน ทั้งคู่ต่างไม่ได้ทำสงครามอะไรอยู่หลายปี แต่ในที่สุดศัตรูของทั้งสองรัฐก็พ่ายแพ้ไป จูฮีนั้นมีความชอบใหญ่หลวงที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] และเวลานี้ก็กำลังนำกองทัพต่อสู้กับโจรกบฏทางภาคกลางอย่างเข้มแข็งตามแผนปฏิบัติการที่เหมาะสม ตำราพิชัยยุทธต่างๆ ล้วนแต่ไม่แนะนำให้เปลี่ยนแม่ทัพในระหว่างรบ เราควรจะรอเวลาอีกสักช่วงหนึ่ง เชื่อแน่ว่าในที่สุดจูฮีจะได้รับชัยชนะ” ฮ่องเต้จึงให้จูฮีทำหน้าที่แม่ทัพตามเดิม ต่อมาจูฮีก็โจมตีและสังหารเอียวฮ่อง{เจ้าหง}[1] ได้สำเร็จ
แต่ฮั่นต๋ง{หันจง}[1] เข้ายึดอ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] อีกครั้ง จูฮีจึงส่งกองทัพโห่ร้องตีกลองศึกเข้าโจมตีจากทิศตะวันตกเฉียงใต้ ทำให้โจรกบฏทั้งหมดพากันกรูไปรับมือยังทิศนั้น แต่จูฮีกลับลอบนำทัพด้วยตัวเองไปยังทิศตะวันออกเฉียงเหนือ ปีนกำแพงเข้าเมือง ฮั่นต๋ง{หันจง}[1] พลาดท่าถอยหนีและขอยอมจำนน แม่ทัพส่วนใหญ่ขอให้จูฮียอมรับการยอมจำนนของกองโจร ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งให้เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] เป็นคนแสดงความคิดเห็นนื้ ซึ่งในประวัติศาสตร์เล่าปี่ไม่ได้เข้าร่วมรบด้วย แต่จูฮีพูดว่า “สงครามสองครั้งนี้อาจจะดูเหมือนกันแต่ความจริงนั้นกลับแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ในอดีตเมื่อตระกูลห้าง 項 Xiàng {เซี่ยง} ต่อต้านราชวงศ์จิ๋น{ฉินฉาว}[ง-7] ผู้คนต่างไม่รู้ว่าใครคือผู้นำ ตระกูลห้างถึงกับต้องเสนอเงินรางวัลเพื่อเกณฑ์ทหารจนต่อมาได้เป็นฌ้อปาอ๋อง{ซีฉู่ป้าหวัง}[ง-7] แต่ในปัจจุบันอาณาจักรของเรายังคงเป็นหนึ่งเดียวกัน มีเพียงโจรผ้าเหลืองที่ก่อกบฏ ถ้าเรายอมรับการยอมจำนนก็จะเป็นตัวอย่างที่ไม่ดีแก่ประชาชนที่ประพฤติตัวอย่างสงบ เราจึงจำเป็นต้องสังหารพวกก่อการร้ายเสียเพื่อเป็นการเตือนไปยังประชาชนทุกคนว่าไม่ควรกระทำชั่ว ถ้าเรายอมรับการยอมจำนนครั้งนี้ก็จะเป็นการเปิดโอกาสให้คนชั่วคิดจะก่อการร้ายอีกเพราะเห็นแก่ประโยชน์ที่จะได้แต่อย่างเดียว เนื่องจากเมื่อก่อการร้ายไม่สำเร็จหรือเหตุการณ์ไม่เป็นไปอย่างที่คิด ก็จะร้องขอยอมจำนนได้อย่างปลอดภัย แล้วศัตรูของราชสำนักทั่วแผ่นดินก็จะดุร้ายน่ากลัวมากยิ่งขึ้น การยอมรับการยอมจำนนจึงไม่ใช่แผนที่ดี” แล้วจูฮีก็โจมตีอย่างหนักต่อไป แต่ก็ยังไม่สามารถยึดป้อมนั้นได้ จูฮี{จูจุ้น}[1] จึงปีนขึ้นเนินเขาเพื่อดูสถานการณ์ และพูดกับเตียวเถียว{จางเชา}[4] นายพันเอกของตนว่า “ข้ามีแผนแล้ว ข้าศึกนั้นถูกล้อมไว้อย่างแน่นหนาย่อมรู้สึกจนตรอก เมื่อร้องขอการยอมจำนนก็ได้รับการปฏิเสธจึงต้องการที่จะฝ่าวงล้อม แต่ก็รู้ว่าเป็นไปไม่ได้จึงหวังจะสู้จนตัวตาย คนหมื่นคนแต่มีความคิดเดียวกันก็ยากที่จะจัดการได้ แต่เรากำลังต่อสู้กับโจรกบฎนับแสนคน แผนที่ดีที่สุดคือการคลายวงล้อมและปล่อยให้โจรออกมาจากเมือง เมื่อฮั่นต๋ง{หันจง}[1] เห็นว่าวงล้อมถูกเปิดออกย่อมต้องยกทัพออกมาแน่ และเมื่อพวกโจรออกจากแนวป้องกันย่อมระวังตัวน้อยลง นี่เป็นวิธีดีที่สุดที่จะจัดการให้สำเร็จ” จูฮีจึงเปิดวงล้อมและฮั่นต๋ง{หันจง}[1] ก็นำทัพมาต่อสู้ จูฮี{จูจุ้น}[1] ก็เข้าโจมตีและได้รับชัยชนะและสังหารโจรกบฏกว่าหนึ่งหมื่นคน {ฉินเสีย}[1] เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] สังหารฮั่นต๋ง{หันจง}[1] ได้สำเร็จ แต่พวกกบฏที่เหลือก็เลือก{ซุนเซี่ย}[1] ขึ้นเป็นผู้นำแทน {ซุนเซี่ย}นำโจรกบฏที่เหลือหนีกลับเข้าป้อมอ้วนเซีย จูฮีก็ไม่ได้ท้อใจยังคงทำการรุกโจมตีโจรผ้าเหลืองอย่างรุนแรงมากขึ้นทุกวัน
ภาพที่ 1-2 แสดงการปราบโจรกบฎโพกผ้าเหลืองที่เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] และยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1]
ในวันที่ 11 มกราคม ปี 185/728 นายพันซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] นำทหารเข้าโจมตีเมืองอ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] อย่างรุนแรง และเป็นพวกแรกที่สามารถปีนกำแพงเข้าไปในเมืองได้ {ซุนเซี่ย}พาพวกโจรหลบหนีออกจากเมืองไปได้ แต่จูฮีก็ไล่ตามไปจนถึงเขาเกง{จิงซาน}[ฉ] ในอำเภอ{ซีเอ้อ} เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.2] ใกล้กับที่ราบลุ่มแม่น้ำฮั่นซุย{ฮั่นสุ่ย}[ฉ] แม่น้ำ{อีเหอ}[ฉ] และแม่น้ำลก{ลั่วเหอ}[ฉ] ที่เป็นสาขาของแม่น้ำฮองโห{หวงเหอ}[ฉ] ทางเหนือขึ้นไป หลังจากการปะทะที่ดุเดือด ทัพจูฮีได้รับชัยชนะและสังหารโจรกบฏได้อีกหนึ่งหมื่นคน ป้อมนี้ถือเป็นที่ตั้งมั่นสุดท้ายของกองโจรโพกผ้าเหลือง กองโจรที่เหลือก็แตกกระจัดกระจายไปคนละทิศละทางและถูกกองทัพหัวเมืองต่างๆ ที่ตั้งขึ้นมาเฉพาะกิจไล่กวาดล้าง มีโจรหลายพันคนถูกประหารในแต่ละหัวเมืองต่อมา จูฮีก็ถูกแต่งตั้งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้ารถศึก{เชอจี้เจียงจุน}[ก-15] ฝ่ายขวา
จากประวัติศาสตร์จะเห็นได้ว่าที่สมรภูมิของจูฮีที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] นั้น เมื่อหัวหน้าโจรตายก็มีหัวหน้าใหม่ถูกเลือกขึ้นมาแทนตามลำดับดังนี้ {จางม่านเฉิง}[1] เอียวฮ่อง{เจ้าหง}[1] ฮั่นต๋ง{หันจง}[1] และ{ซุนเซี่ย}[1] ไม่ใช่เป็นหัวหน้่าพร้อมๆ กันอย่างในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แซ่และประวัติของ{ซุนเซี่ย}[1]นั้นคล้ายคลึงกับซุนต๋อง{ซุนจ้ง}[1] มาก ซุนต๋อง{ซุนจ้ง}[1] นั้นเป็นตัวละครที่เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] สังหาร จึงเห็นได้ว่าเป็นการแปลงประวัติศาสตร์เล็กน้อยเพื่อเติมบทให้เล่าปี่
ในเดือนกุมภาพันธ์ รัฐบาลประกาศชัยชนะอย่างเป็นทางการ แต่อีกสองเดือนต่อมาก็เกิดการลุกฮือขึ้นอีกบริเวณแนวเทือกเขาไทเหียงสัน{ไท่หังซาน}[ฉ]ใ นมณฑลกิจิ๋ว{จี้โจว}[ข-26] และลุกลามขยายวงกว้างออกไปจนถึงมณฑลกุนจิ๋ว{เหยี่ยนโจว}[ข-19] และอิจิ๋ว{ยู่โจว}[ข-22] ในปี 186/729 และบริเวณมณฑลเฉงจิ๋ว{ชิงโจว}[ข-18] ชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23] และเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ในปี 188/732 กลายเป็นโจรป่าจำนวนมากมายหลายกลุ่ม ที่มีกองกำลังในแต่ละกลุ่มตั้งแต่หกเจ็ดพันคนไปจนถึงสองสามหมื่นคน
ขบวนการที่เกิดจากความเชื่อทางศาสนานี้เมื่อปราศจากวินัยและคุมกันไม่ติดในที่สุดก็กลายเป็นกองโจรที่ปล้นฆ่าไปทั่ว กองโจรโพกผ้าเหลืองบางส่วนกลายมาเป็นทหารรับจ้างในสังกัดเจ้าเมืองหรือขุนศึกต่างๆ รวมทั้งโจโฉ{เฉาเชา}[1] ในปี 192/735 และปี 196/739 แต่ความสงบราบคาบก็ยังไม่เกิดจนถึงปี 205/748 นับร่วมยี่สิบปี เหลือทิ้งไว้เบื้องหลังความล่มสลายของสังคมและการปกครองส่วนภูมิภาค และความตกต่ำทางเศรษฐกิจในพื้นที่ราบภาคกลางตอนบนที่มีประชากรและความเจริญมากที่สุดในราชอาณาจักรยุคนั้น
[1-2] เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] กวนอู{กวนอยู่}[1] เตียวหุย{จางเฟย}[1] สาบานเป็นพี่น้องในสวนท้อ 桃園三結義 (桃园三结义) Táo Yuán Sān Jié Yì {เถาหยวนซานเจี๋ยอี้}<ต้นท้อ><สวน><สาม><ผูก, เงื่อน,ร่วม,เชื่อม><ความถูกต้อง,ความเที่ยงธรรม>
เป็นเรื่องที่แต่งขึ้นไม่พบในบันทึกทางประวัติศาสตร์ใดๆ แต่ก็มีความเป็นไปได้ไม่น้อย ประวัติศาสตร์เล่าว่า “เมื่อเล่าปี่ยังหนุ่มได้คบหาสนิทสนมกับกวนอูแห่งฮอตั้งและเตียวหุยแห่งตุ้นกวน เล่าปี่ได้ตั้งให้กวนอูและเตียวหุยเป็นนายทหารแห่งกองกำลังของตน เล่าปี่ได้นอนหลับบนเตียงเดียวกันและปฎิบัติต่อทั้งสองดุจดังพี่น้อง แต่เมื่ออยู่ท่ามกลางฝูงชนและคนอื่นทั้งสองก็จะยืนเฝ้าอยู่ทั้งวัน ทั้งสองจะติดตามเล่าปี่ไปทุกหนทุกแห่ง รับคำสั่งในทุกเรื่องไม่ว่าจะยากหรืออันตรายเพียงใด” การสาบานเป็นพี่น้องของทั้งสามนี้เป็นที่นิยมมากและมีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมจีนมาตลอด ชมรมลับในเมืองจีนแทบทุกแห่งนำมาใช้เป็นคำสาบานในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก วลีที่นิยมที่สุดเห็นจะเป็นว่า “ถึงแม้ไม่ได้เกิดวันเดือนปีเดียวกัน แต่ขอร่วมทุกข์ร่วมสุขและขอตายในวันเดียวกัน”
อย่างไรก็ตามข้อเท็จจริงที่ค้นพบภายหลังจากบันทึกชีวประวัติของกวนอูว่า แท้จริงแล้วกวนอูแก่กว่าเล่าปี่หนึ่งปี ในฉบับเจ้าพระยาพระคลัง(หน) แปลดอกท้อให้เป็นไทยๆ ว่าดอกยีโถ ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับดอกท้อเลยเพราะเป็นพืชคนละวงศ์ หรือต้องการจะเลียนเสียง{เถา}<ท้อ>และโถ แต่ฟังแล้วน่ารักเหลือเกินที่มีความตั้งใจให้ผู้อ่านได้รับบรรยากาศแบบไทยๆ เพราะคนไทยทั่วไปในสมัยนั้นคงจะไม่เคยเห็นสวนท้อที่เป็นไม้เมืองหนาวมาก่อน แม้จะมีแถบทางภาคเหนือเช่นเชียงใหม่อยู่บ้างจนกลายมาเป็นผลท้อดองและผลท้อแช่อิ่มที่มีชื่อเสียงในปัจจุบัน
[1-3] แปดกองพันแห่งสวนตะวันตก 西園 (西园) Xī Yuán {ซีหยวน} ของพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห]
ในปี 188/731 พระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] เริ่มเกิดความระแวงในตัวโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] จึงให้โฮจิ๋นนำทหารมาเดินสวนสนามทำความเคารพพระองค์ที่หอแห่งความสงบสำราญ{ผิงเล่อกวน}[ข-4] และเรียกตนเองว่าเป็นจอมทัพสูงสุด 無上將軍 (无上将 军) Wú Shàng Jiàngjūn {อู๋ซ่างเจี้ยงจุน}<ไม่มี><ข้างบน,เหนือกว่า><แม่ทัพ> ทั้งยังก่อตั้งกองทหารส่วนพระองค์เพิ่มขึ้นอีกแปดกอง เรียกว่าแปดกองพันแห่งสวนตะวันตกโดยให้ขันทีเกียนสิด{เจี่ยนซั่ว}[ห-สิบขันที] เป็นผู้บังคับการและเป็นหัวหน้าของโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] อีกขั้นหนึ่ง แม่ทัพของกองพันทั้งแปดแห่งสวนตะวันตกคือ
ขันทีเกียนสิดแห่งประตูเหลืองเป็นขุนพลกองทัพที่หนึ่ง
อ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] ผู้บัญชาการกรมราชวัลลภเสือไวทะยาน{หู่เปิน}[ก-11.1]เป็นขุนพลกองทัพที่สอง
{เป้าหง}[1] เป็นขุนพลกองทัพที่สาม
โจโฉ{เฉาเชา}[1] ขุนนางที่ปรึกษาเป็นขุนพลผู้จัดการกองทัพ
เตียวหยง{เจ้าหรง}[1] เป็นขุนพลซ้ายช่วยเหลือกองทัพ
{เฝิงฟาง}[1] เป็นขุนพลขวาช่วยเหลือกองทัพ
{เซี่ยโหมว}[1] ที่ปรึกษาเป็นขุนพลซ้าย
อิเข่ง{ฉุนหยูเฉียง}[27] เป็นขุนพลขวา
ไม่มีรายละเอียดเกียวกับจำนวนทหาร ที่ตั้งกองกำลังหรือขอบเขตอำนาจหน้าที่ แต่ทั้งหมดอยู่ในคำสั่งของเกียนสิด เมื่อพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห]สวรรคต สิ่งแรกที่โฮจิ๋นทำคือกำจัดขันทีเกียนสิดและยึดอำนาจกองทหารส่วนพระองค์นี้ทันทีทำให้ขันทีขาดอำนาจทางทหารหนุนหลัง
[1-4] โจโฉ{เฉาเชา}[1] มีแซ่เดิมว่าแฮหัว{เซี่ยโหว} จริงหรือ
ภูมิหลังของตระกูลโจโก๋{เฉาซง}[1] บิดาของโจโฉ{เฉาเชา}[1] ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างมาก {เฉินโซ่ว}[ค-2.3] ประพันธ์ในบันทึกสามก๊ก{ซานกั๋วจื้อ}[ค-2.3] ว่า “ไม่สามารถค้นหาที่มาของตระกูลโจโก๋ได้” ส่วนหนังสือชีวประวัติของโจโฉ{เฉาหมานจ้วน}[ค-3.25] และหนังสือเล่าเรื่องแผ่นดิน{ซื่ออยู่}[ค-3.23] ที่{เผยซงจือ}[ค-2.3] ใช้อ้างอิงในการชำระบันทึกสามก๊กต่อมาอ้างว่าโจโก๋มีแซ่เดิมว่าแฮหัว{เซี่ยโหว} และเป็นน้องชายของบิดาแฮหัวตุ้น{เซี่ยโหวตุน}[4] แต่ 何焯 Hé Zhuó {เหอจั๋ว}<ฟอกสี,ลวกน้ำร้อน> (ปี 1661/2204 – 1722/2265) นักประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์เช็ง{ชิง}ไม่เห็นด้วยกับบันทึกในหนังสือทั้งสองเล่มนี้ โดยให้เหตุผลว่า จริงๆ แล้วเป็นข่าวลือที่มาจากการใส่ไคล้ของพวกง่อก๊ก จะเห็นได้จากต่อมา แฮหัวหลิม{เซี่ยโหวเม่า}[70] บุตรชายคนที่สองของแฮหัวตุ้น{เซี่ยโหวตุน}[4] แต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งตำบล{ชิงเหอ} 清河公主 Qīng Hé Gōngzhǔ {ชิงเหอกงจู่} บุตรสาวของโจโฉ และ{เซี่ยโหวเหิง}[R] บุตรชายของแฮหัวเอี๋ยน{เซี่ยโหวยวน}[4] แต่งงานกับหลานสาวของโจโฉ ดังนั้นจึงเป็นไปไม่ได้ที่โจโก๋จะมีแซ่เดิมคือแฮหัว
แต่อีกด้านหนึ่ง 潘眉 Pān Méi {พานเหมย}<คิ้ว,ขอบด้านบน>(1771/2314 – 1841/2384) และ 林國贊 Lín Guó Zàn {หลินกั๋วจ้าน}<ประเทศ,รัฐ><สนับสนุน,อุปถัมภ์> นักประวัติศาสตร์ในราชสำนักเช็ง{ชิง}เชื่อว่าโจโก๋{เฉาซง}[1] มีแซ่เดิมว่าแฮหัว โดยมีหลักฐานจากข้อเท็จจริงที่ว่า{เฉินโซ่ว}[ค-2.3] เขียนชีวประวัติของแฮหัวตุ้น{เซี่ยโหวตุน}[4] แฮหัวเอี๋ยน{เซี่ยโหวยวน}[4] แฮหัวซง{เซี่ยโหวซ่าง}[56] โจหยิน{เฉาเหริน}[4] โจหอง{เฉาหง}[4] โจฮิว{เฉาซิว}[46] และโจจิ๋น{เฉาเจิน}[71] อยู่ในบันทึกสามก๊ก{ซานกั๋วจื้อ}[ค-2.3] เล่มเดียวกัน ฝ่าย 李景星 Lǐ Jǐng Xīng {หลี่จิ่งซิง}<สดใส><ดวงดาว> (1876/2419 – 1934/2477) นักประวัติศาสตร์ยุคปลายราชวงศ์เช็ง{ชิง}ก็ชี้ให้เห็นว่าการที่{เฉินโซ่ว}[ค-2.3] เขียนว่าชาติตระกูลของโจโก๋{เฉาซง}[1] นั้นไม่อาจทราบแน่ชัด เพราะต้องการเปิดโปงว่าแซ่ที่โจโก๋ใช้อยู่นั้นมีที่มาที่ไปเป็นอย่างอื่น หากมิเช่นนั้นก็ไม่เห็นจะต้องเอ่ยถึง
ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ 吳金華 Wú Jīn Huá {อู๋จินหัว}<ทองคำ><ดอกไม้> แห่งมหาวิทยาลัย{ฟู่ต้าน} 復旦大學 (复旦大学) Fùdàn Dàxué {ฟู่ต้านต้าแสว์} แห่งเมืองเซี่ยงไฮ้ รู้สึกว่าการที่{เฉินโซ่ว}[ค-2.3] ใช้เทคนิคการเขียนในลักษณะนั้นก็เพื่อสะท้อนความเป็นจริง หลังจากที่ได้รวบรวมความคิดเห็นทั้งหมดที่แตกต่างกันมาวิเคราะห์ สามารถสรุปได้จากหลักฐานหลายชิ้นว่าโจโก๋{เฉาซง}[1] มีแซ่เดิมว่าแฮหัวคือ
หนังสือประวัติศาสตร์สังเขปของวุยก๊ก{เว่ยหลู่}[ค-3.11] ได้บันทึกว่ามีหนังสือจากซุนกวน{ซุนฉวน}[26] ไปยัง 浩周 Hào Zhōu {เฮ่าโจว}<ทำให้เป็นวง> ขุนนางของโจโฉในช่วงปี 220/763 ถึงปี 222/765 เมื่อซุนกวนดำเนินนโยบายยอมอ่อนน้อมต่อรัฐบาลกลาง {เฮ่าโจว}แนะนำว่า “บุตรของซุนกวนอาจสร้างสายสัมพันธ์ทางมารดากับตระกูลของโจโฉผ่านทางการแต่งงาน ในลักษณะเดียวกับตระกูลแฮหัว” นี่เป็นการพิสูจน์ว่าข่าวลือเรื่องโจโก๋มีแซ่เดิมว่าแฮหัวนั้นไม่ได้แพร่สะพัดมาจากฝ่ายของซุนกวน เพราะคนจากทางวุยก๊กก็พูดถึงมาก่อนตั้งแต่ช่วงปี 220/763 แล้ว
หนังสือวุย{เว่ยซู}[ค-3.1] โดยอองซิม{หวังเสิ่น}[84] กล่าวว่าเมื่อแฮหัวตุ้น{เซี่ยโหวตุน}[4] เสียชีวิต พระเจ้าโจผี{เฉาพี}[30] สวมใส่ผ้าหยาบไว้ทุกข์ให้ที่ประตูตะวันออกของอำเภอเงียบกุ๋น{เย่}[ข-26.3] {ซุนเซิ่ง}[ค-3.19] นักประวัติศาสตร์ในสมัยราชวงศ์ไต้จิ๋นตะวันออก (317/860 – 420/963) วิจาร์ณว่าเป็นธรรมเนียมที่องค์จักรพรรดิ์จะไว้ทุกข์ให้แก่สมาชิกของตระกูลนอกศาลบูชาบรรพบุรุษ และพระเจ้าโจผีถึงกับระงับอารมณ์ไว้ไม่ได้จนร้องไห้ออกมาที่ประตูเมือง เนื่องจาก{ซุนเซิ่ง}มีชีวิตอยู่ในยุคสมัยที่ไม่ไกลจากสมัยสามก๊กที่สิ้นสุดลงในปี 280/823 มากนัก ทำให้การตั้งข้อสังเกตุเช่นนี้ให้ความรู้สึกว่าคนในยุคนั้นรู้อยู่แล้วว่าโจโก๋มาจากตระกูลแฮหัว
ในช่วงปี 1974/2517 ถึงปี 1979/2522 มีการขุดค้นพบสุสานบรรพบุรุษของโจโฉที่จังหวัดนคร 亳州市 Bó Zhōu {โป๋โจว} มณฑล{อันฮุย}[ญ-3] คืออำเภอเจียวก๋วน{เฉียวจุ้น} รัฐไพก๊ก{เพ้ย}[ข-22.2] ในสมัยสามก๊ก พบศพของโจโก๋ห่อด้วยแผ่นหยกเล็กๆ 2,400 ชิ้นเย็บต่อกันทั้งตัวศีรษะจรดเท้า และพบคำจารึกว่าแฮหัวฝ่ายขวา 夏侯右 Xià Hóu Yòu {เซี่ยโหวโย่ว}
周壽昌 Zhōu Shòu Chāng {โจวโซ่วชาง}<อายุยืน><เจริญรุ่งเรือง> (1814/2357 – 1884/2427) นักเขียนในสมัยราชวงศ์เช็ง{ชิง} อธิบายไว้ในหนังสือชื่อการตรวจสอบพิสูจน์หมายเหตุในบันทึกสามก๊ก 三國志 注證遺 Sān Guó Zhì Zhù Zhèng Yí {ซานกั๋วจื้อจู้เจิ้งอี๋} เกี่ยวกับการแต่งงานภายในเครือวงศ์วานระหว่างตระกูลโจกับตระกูลแฮหัว และกล่าวถึงกรณีของตันเกียว{เฉินเจี่ยว}[43]ว่าเดิมมีแซ่ 劉 (刘) Liú {หลิว} แต่ถูกเลี้ยงดูโดยลุงที่เป็นสามีของป้าแท้ๆ (พี่สาวของพ่อ) ที่มีแซ่ 陳 (陈) Chén {เฉิน} ต่อมาตันเกียวแต่งงานกับบุตรสาวของ 劉頌 (刘颂) Liú Sòng {หลิวซ่ง}<บทกวีสรรเสริญ> ที่เป็นญาติสนิทและมีแซ่เดียวกัน โจโฉที่ชื่นชมความสามารถของตันเกียว ต้องการปกป้องชื่อเสียงให้ จึงประกาศห้ามมิให้ผู้ใดคัดค้านชีวิตส่วนตัวของตันเกียว {โจวโซ่วชาง}กล่าวว่าเมื่อโจโฉห้ามการพูดต่อต้านการแต่งงานระหว่างผู้ที่มีแซ่เดียวกันไว้ก่อนเช่นนี้ จึงเป็นการง่ายที่จะปิดบังเรื่องภายในครอบครัวของตน
ในสมัยราชวงศ์ฮั่นตอนปลายและสมัยสามก๊ก มีไม่น้อยที่สามีและภรรยามีความใกล้ชิดทางสายเลือดอย่างมาก เช่นโฮอั๋น{เหอเยี่ยน}[79] บุตรบุญธรรมคนหนึ่งของโจโฉแต่งงานกับเจ้าหญิงแห่งตำบล{จินเซียง} ซึ่งเป็นน้องสาวต่างบิดา คือเป็นบุตรสาวของโจโฉที่เกิดจากมารดาเดียวกัน แม้ในประวัติศาสตร์จะไม่ให้ความชัดเจนว่าจะเป็นมารดาของเจ้าหญิงจริงๆ {อู๋จินหัว}กล่าวว่าเราไม่น่าจะสงสัยว่าโจโก๋ไม่มีทางจะมีแซ่แฮหัวได้ เพียงแค่เข้าใจว่าในสมัยนั้นเรื่องการแต่งงานภายในวงศ์วานที่ใกล้ชิดเกิดขึ้นได้จริงๆ
ศาสตราจารย์ทางประวัติศาสตร์ท่านอื่นๆ เช่น 朱子彥 Zhū Zi Yàn {จูจึซ์เยี่ยน}<สำเร็จ>และ韓昇 Hán Shēng {หันเซิง}<ก้าวหน้า> โต้แย้งว่าหนังสือชีวประวัติของโจโฉ{เฉาหมานจ้วน}[ค-3.25] และหนังสือเล่าเรื่องแผ่นดิน{ซื่ออยู่}[ค-3.23] นั่นเชื่อถือไม่ได้ จากข้อเท็จจริงที่ว่าแฮหัวหลิม{เซี่ยโหวเม่า}[70] {เซี่ยโหวเหิง}[ ] และแฮหัวซง{เซี่ยโหวซ่าง}[56] แต่งงานกับสตรีจากตระกูลของโจโฉ เป็นการพิสูจน์ว่าโจโก๋นั้นไม่ได้มีแซ่แฮหัวมาก่อน
[1-5] เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ไม่เคยปกครองมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24]
เนื่องจากความปั่นป่วนทางการเมืองในราชสำนักของพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] มีทัศนวิสัยกว้างไกลเห็นความวิบัติของการปกครองส่วนกลาง จึงต้องการหลบไปสร้างฐานอำนาจของตนเองจึงถวายฎีกาว่า “ในทุกแห่งหนมีแต่ทหารและโจรป่า อำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] มีน้อยเกินกว่าที่จะจัดการป้องกันแผ่นดิน ยิ่งไปกว่านั้นคนที่ไม่มีความสามารถและคุณงามความดีได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งต่างๆ จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการกบฎต่างๆ ตามมา จึงเป็นการสมควรที่จะเปลี่ยนตำแหน่งผู้ตรวจราชการมณฑลเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] แทน โดยเลือกเฉพาะรัฐมนตรีที่มีความสามารถมีผลงานเป็นที่ชัดเจนเท่านั้นไปดำรงตำแหน่งนี้” ตัวเล่าเอี๋ยนเองหวังว่าจะได้รับเลือกให้ไปปกครองมณฑลเกียวจิ๋ว{เจียวโจว}[ข-28] แต่ตังฮก{ต่งฝู}[1] ขุนนางในราชสำนักได้แอบพูดกับเล่าเอี๋ยนว่า “ราชธานีกำลังจะเกิดความวิปริต และมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] มีสัญญานของบุตรสวรรค์” เมื่อราชสำนักเห็นด้วยกับข้อเสนอของเล่าเอี๋ยนและแต่งตั้งขุนนางระดับรัฐมนตรีและระดับสมุหอาลักษณ์{ซ่างซูลิ่ง}[ก-11.3] ไปปกครองมณฑลโดยให้ได้รับเงินปีเท่าเดิมในตำแหน่งสูงนั้น เล่าเอี๋ยนจึงขอพระบรมราชานุญาติไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เอ็กจิ๋วที่ห่างไกลและยังล้าหลัง ตังฮก{ต่งฝู}[1] และ{เจ้าเหว่ย}[1] อธิบดีกรมคลังเสบียงก็ขอติดตามไปด้วย เล่าเอี๋ยนไม่เคยปกครองมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24]อย่างที่เขียนในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เชื่อว่าผู้แต่งต้องการโยงเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] เข้ากับเล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] บุตรชายของเล่าเอี๋ยน โดยสร้างให้เล่าเอี๋ยนเป็นผู้แนะนำ
ในเดือนมีนาคม ปี 188/731 เมื่อเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] เดินทางมาถึงมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ก็เจอกับพวกโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}กลุ่มหนึ่งที่อำเภอ{เหมี่ยนจู๋}[ข-20.3] นำโดย{หม่าเซียง}[1] {เจ้าจือ}[1] โจรกลุ่มนี้ได้สังหารผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] ไปแล้วและกำลังบุกเข้าปล้นเมืองปา{ปา}[ข-20.2] และเมือง{เจียนเว่ย}[ข-20.11] เหล่าขุนนางทหารในท้องที่ก็สามารถช่วยเหลือปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองได้สำเร็จในที่สุด เมื่อปราบโจรและตั้งมั่นเสร็จแล้วก็สั่งการให้เตียวฬ่อ{จางหลู่}[49] และ{จางซิว}[1] ไปสังหาร{ซูกู้}[1] เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ฮันต๋ง{ฮั่นจง}[ข-20.7] เพื่อยึดเมืองไว้ผนวกเป็นหน้าด่านกันชนกับรัฐบาลกลาง แต่เตียวฬ่อกลับสังหาร{จางซิว}[1] และยึดเอากองทัพของ{จางซิว}เป็นของตนแล้วยึดเมืองฮันต๋งไว้เอง เล่าเอี๋ยนจึงไปยึดด่าน{เย๋กู่กวน}[ฉ] และกำจัดสิบครอบครัวอิทธิพลในพื้นที่ ยึดกองทัพมาเป็นของตน เมื่อ{เริ่นฉี}[1] เจ้าเมือง{เจียนเว่ย}[ข-20.11] และ{เจี่ยหลง}[1] นายพันเอกผู้บัญชาการทหารประจำมณฑลไม่เห็นด้วย นำทัพเข้าต่อต้านจึงถูกเล่าเอี๋ยนสังหาร แต่ตัวปัญหาใหญ่คือเผ่าเผ่าเกี๋ยง{เชียงจู๋}[ช] ที่คอยเข้าปล้นเมืองเอกของมณฑลคืออำเภอ{เหมี่ยนจู๋} เมืองก๋งฮาน{ก่วงฮั่น}[ข-20.3] แต่เล่าเอี๋ยนก็สามารถยันไว้ได้เสมอ เล่าเปียว{หลิวเปี่ยว}[5] ถวายฎีกาไปยังราชสำนักว่า “เล่าเอี๋ยนกำลังประพฤติตนเหมือน{จึซ์เซี้ย}[ง-5] ทำให้ประชาชนในเขตตะวันตกของแม่น้ำฮองโห{หวงเหอ}[ฉ] เข้าใจผิดว่าเป็นผู้มีราชศักดิ์และสิทธิอำนาจ” ราชสำนักรู้ข่าวก็ส่งเล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] บุตรชายของเล่าเอี๋ยนมาตำหนิและให้รีบกลับใจมาสวามิภักดิ์ราชสำนักดังเดิม เล่าเอี๋ยนก็ไม่ทำตามและให้เล่าเจี้ยงอยู่กับตนไม่ต้องกลับไปราชธานี
ในปี 194/737 เล่าเอี๋ยนที่วางแผนก่อการกบฎมานานแล้ว แม้แต่ราชรถและชุดฉลองพระองค์แบบฮ่องเต้ก็เตรียมเอาไว้ เมื่อโอกาสมาถึงจึงร่วมมือกับหันซุย{หันสุย}[8] และม้าเท้ง{หม่าเถิง}[4] ยกทัพเขาตีเมืองเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] ที่ลิฉุย{หลี่จุ๋ย}[3] กุยกี{กัวซื่อ}[3] กุมอำนาจต่อจากตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] บุตรชายอีกสองคนของเล่าเอี๋ยนคือเลาเฉีย{หลิวฟ่าน}[8]และเล่าตัด{หลิวต้าน}[8] ที่ขณะนั้นรับราชการอยู่ในเมืองเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] ก็เป็นไส้ศึกภายในด้วย แต่ตีไม่สำเร็จต้องถอยหนี เลาเฉียและเล่าตัดถูกจับเป็นเชลยและถูกทรมานจนเสียชีวิต ต่อมาจวนในอำเภอ{เหมี่ยนจู๋}เมืองก๋งฮาน{ก่วงฮั่น}[ข-20.3] ถูกฟ้าผ่าเสียหายหมดเลยย้ายเมืองเอกไปอยู่ที่อำเภอเซงโต๋{เฉิงตู} เมืองจ๊ก{สู่}[ข-20.1] ตั้งแต่นั้นมา หลังจากที่เล่ามอ{หลิวเม่า}[62] นายพันตรีแห่งกองพันพิเศษบุตรชายอีกคนป่วยตาย เล่าเอี๋ยนก็ตรอมใจป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับแผลหนองอักเสบบนหลังจนตายในปีเดียวกัน เล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] จึงปกครองมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ต่อมา
ชีวิตจริงตัวละคร
{กัวซุน} 郭勳 (郭勋) Guō Xūn {กัวซุน}<เหรียญตรา,คุณความดี> ผู้ตรวจการมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว} [ข-24] ที่ถูกโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] สังหาร
{กัวเตี่ยน} 郭典 Guō Diǎn {กัวเตี่ยน}<บัญญัติ,หลักการ,กติกา> เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] กิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] ที่ต่อสู้กับเตียวโป้ที่อำเภอ{เซี้ยฉู่หยาง}เมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] ซึ่งเป็นกองบัญชาการใหญ่ของกองโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1]
กวนอู 關羽 (关羽) Guān Yŭ {กวนอยู่}<ปีก,ขนนก> ชื่อทางการคือหุนเตี๋ยง 雲長 (云长) Yún Cháng {หยุนฉาง}<เมฆ><ยาว,นิรันดร์> กวนอูเกิดที่เมืองฮอตั๋งไกเหลียง การอธิบายบ้านเกิดของกวนอูนี้เป็นสำนวนเขียนของฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) โดยแปลตามอย่างอักษรจีนที่บอกชื่อเมืองก่อนค่อยบอกชื่ออำเภอ จนเกิดความเข้าใจผิดกันมาทุกยุคทุกสมัย เพราะจริงๆ แล้ว ฮอตั๋ง{เหอตง}[ข-8] เป็นชื่อหัวเมืองชั้นในของมณฑลราชธานี และไกเหลียง{เซี่ยเหลียง}[ข-8.1] เป็นชื่ออำเภอหนึ่งในเมืองฮอตั๋ง การอ่านชื่อเมืองว่าฮอตั๋งก็เพี้ยนไปจากเมืองอื่นๆ ที่ใช้ตัวอักษรจีนเดียวกันเช่น{เหอหนาน} ออกเสียงว่าโห้หลำ, {เหอเน้ย}ออกเสียงว่าโห้ลาย แต่{เหอตง}ออกเสียงว่าฮอตั๋ง
พงศาวดารไม่ได้บันทึกวันเกิดของกวนอูที่แน่นอน แต่ตามตำนานกล่าวว่ากวนอูเกิดวันที่ 22 เดือน 6 ตามปฏิทินทางจันทรคติในปี 160/703 กวนอูสูงประมาณหกศอกหรือเก้าเชียะ (ในยุคฮั่นตะวันออก หนึ่งเชียะ 尺 Chǐ {ฉื่อ} เท่ากับ 23.1 เซนติเมตร, 9 เชียะเท่ากับ 2.08 เมตร) ท่าทางสง่างาม หนวดดกเป็นมันเงาและยาวประมาณศอกเศษหรือสองเชียะ (เกือบครึ่งเมตรหรือ 46 ซม) หน้าแดงดังผลพุทราสุก 棗 (枣) Zǎo {เจ่า} ปากแดงดังชาดแต้ม คิ้วดังตัวไหม ตายาวดังหงส์หรือนกการเวก (ในฉบับภาษาอังกฤษแปลว่าเป็นนกฟีนิกซ์) ในบันทึกทางประวัติศาสตร์สามก๊กได้กล่าวถึงหนวดกวนอูว่ายาวจริง แต่หน้าแดงนี้ไม่มีบันทึก คงจะเพิ่มเติมในภายหลังเมื่อมีการแสดงละครงิ้วในยุคหลังที่สีแดงแสดงถึงความจงรักภักดีและความซื่อสัตย์ กวนอูมักใส่เสื้อยาวสีเขียวทับเสื้อเกราะ
เมื่ออายุ 23 ปี หลังจากสังหารเศรษฐีอิทธิพลที่เป็นเจ้าพ่อชื่อ 呂熊 (吕熊) Lǚ Xióng {ลู่เสียง} <แสงเจิดจ้า> ที่บ้านเกิด แล้วหลบหนีคดีไปท่องเที่ยวค้าขายอยู่หลายเมือง เปลี่ยนชื่อทางการจากเดิมคือ 壽長 (寿长) Shòu Cháng {โซ่วฉาง}<อายุ><ยืนยาว> เป็นหุนเตี๋ยง{หยุนฉาง} (ในบางฉบับแปลเข้าใจผิดว่าเปลี่ยนแซ่จาก{โซ่ว}เป็นกวน ซึ่งไม่ถูกต้องเพราะคำว่า{โซ่วฉาง} ทั้งคำเป็นชื่อทางการไม่ใช่แซ่และชื่อ) คือกวนอูเปลี่ยนชื่อแซ่จาก{กวนโซ่วฉาง} เป็น{กวนหยุนฉาง}นั่นเอง การที่กวนอูมีหน้าสีแดงก็มีนิทานเล่าว่าเนื่องมาจากเหตุนี้คือเมื่อกวนอูหลบหนีทางการเข้าไปหลบอยู่ในวัดของลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] นักพรตก็ช่วยเหลือให้กวนอูล้างหน้าด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์จนกลายเป็นสีแดงเพื่อให้เจ้าหน้าที่ตำรวจจดจำไม่ได้
ตามในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] อีกห้าหกปีต่อมา จึงมาเห็นประกาศรับสมัครทหารช่วยปราบโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ของเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ที่เมืองตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] และได้สาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และเตียวหุย{จางเฟย}[1]
กวนอูได้รับการยกระดับให้เป็นเทพเจ้าตั้งแต่สมัยราชวงศ์ซุยและยังได้รับการนับถือบูชามาจนถึงปัจจุบันในหมู่ชาวจีน ในฐานะเทพเจ้าของจีน ในฐานะพระโพธิสัตว์ของศาสนาพุทธนิกายมหายาน และในฐานะเทพผู้พิทักษ์ของลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] กวนอูยังได้รับการยกย่องอย่างสูงในลัทธิขงจื้อ{หรูเจีย}[ง-5] ด้วยโดยไม่ได้ทำให้เกิดความขัดแย้งแต่อย่างใดในระบบศาสนาของจีนเนื่องจากปรัชญาโบราณเหล่านี้ผสมผสานกันจนเป็นเนื้อเดียวกันมานานแล้ว ทางซีกโลกตะวันตกกวนอูจะรู้จักกันในฐานะเทพเจ้าสงครามของลัทธิเต๋ามากกว่าอย่างอื่น แต่เป็นการเข้าใจผิดอย่างยิ่ง เพราะกวนอูไม่เหมือนกับเทพเจ้าอังคาร (Mars) ในลักษณะที่กวนอูไม่ได้เป็นเทพที่อวยพรให้ชนะสงคราม แต่อวยพรแก่ผู้ที่มีคุณธรรมน้ำมิตรและความสัตย์ซื่อ คนทั่วๆ ไปอาจบูชากวนอูเป็นจักรพรรดิกวน 關帝 (关帝) Guān Dì {กวนตี้} ซึ่งย่อมาจากจักรพรรดิผู้ศักดิ์สิทธิ์กวน 關聖帝君 (关圣帝君) Guān Shèng Dì Jūn {กวนเซิ่งตี้จุน} หรือเรียกว่า 關公 (关公) Guān Gōng {กวนกง} ที่แปลว่าท่านกวนหรือเทพเจ้ากวนหรือปู่กวน
ศาลเจ้าที่บูชาเฉพาะแต่กวนอู มีอยู่ทั่วประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ ฮ่องกง มาเก๊า ไต้หวัน และประเทศอื่นๆ ที่มีชาวจีนอาศัยอยู่เช่น เวียดนาม เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และประเทศไทยของเราเป็นต้น ในจำนวนนี้ศาลเจ้าจักรพรรดิกวนที่จังหวัด{หยุนเฉิง}[ญ-5] บ้านเกิดสร้างโดยใช้แผนผังของพระราชวังอย่างถูกต้องตามขนบธรรมเนียมแห่งการเป็นฮ่องเต้ทุกประการ
การยกระดับของกวนอูได้เกิดขึ้นเป็นขั้นๆ มาตลอดหลังการเสียชีวิต พระเจ้าเล่าเสี้ยน{หลิวซ่าน}[31] ฮ่องเต้องค์ที่สองของจ๊กก๊ก ได้พระราชทานชื่อฐานันดรศักดิ์หลังมรณกรรมเป็นเจ้าพระยา 壯繆侯 Zhuàng Móu Hóu {จ้วงโหมวโหว} หลังจากที่กวนอูตายไปสี่สิบปี ต่อมาฮ่องเต้ในสมัยราชวงศ์ซ้อง宋徽宗 Sòng Huī Zōng {ซ่งฮุยจง} เลื่อนบรรดาศักดิ์ขึ้นเป็นสมเด็จเจ้าพระยา 忠惠公 Zhōng Huì Gōng {จงฮุ่ยกง}<จงรักภักดี><ได้รับพร><ขุนนางยศสูงสุด> และต่อมาในปี 1187/1730 ฮ่องเต้ 孝宗 Xiào Zōng {เสี้ยวจง} เลื่อนกวนอูขึ้นเป็นอ๋อง 壯繆 義勇 武安 英濟王 Zhuàngmóu Yìyǒng Wǔ’ān Yīngjì Wáng <กล้าหาญ><สร้างสันติ><กษัตริย์>
เมื่อพวกมองโกลล้มล้างราชวงศ์ซ้อง{ซ่ง}และตั้งราชวงศ์หยวนขึ้น กวนอูก็ได้รับอวยยศเพิ่มอีกเป็น 顯靈義勇武安英濟王 Xiǎnlíng Yìyǒng Wǔ’ān Yīngjì Wáng โดยเพิ่มคำว่า {เสี่ยนหลิง} <โดดเด่น> <ประสิทธิภาพ> ไว้ข้างหน้าโดยฮ่องเต้ 文宗 Wén Zōng {เหวินจง} การเลื่อนกวนอูขึ้นไปถึงตำแหน่งฮ่องเต้หรือจักรพรรดิเกิดขึ้นในสมัยราชวงศ์เหม็ง ในปี 1614/2157 ฮ่องเต้ 萬曆 Wàn Lì {ว่านลี่} แต่งตั้งกวนอูเป็น 三界伏魔 大神威遠 震天尊關 聖帝君 Sānjiè Fúmó Dàshén Wēiyuǎn Zhèntiān Zūn Guān Shèngdìjūn <สามโลก> <ปราบมาร><เกรงขามไปไกล><สะท้านสะเทือนสวรรค์> <กวนผู้ทรงเกียรติ><จักรพรรด์ผู้ศักดิ์สิทธ์> ต่อมาในสมัยราชวงศ์เชง ปี 1644/2197 ฮ่องเต้ 順治 Shùn Zhì {ซุ้นจื้อ} แต่งตั้งกวนอูอีกครั้งเป็น 忠義神武 關聖大帝 Zhōngyì Shénwǔ Guānshèng Dàdì <ภักดีมีคุณธรรม><เทพเจ้าแห่งบู๊><กวนผู้ศักดิ์สิทธิ์><จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่> และขยายยาวขึ้นอีกถึง 24 ตัวอักษรในศตวรรษที่ 19 คือ 仁勇威顯 護國保民 精誠綏靖 翊贊宣德 忠義神武 關聖大帝 Rényǒng Wēixiǎn Hùguó Bǎomín Jīngchéng Suíjìng Yìzàn Xuāndé Zhōngyì Shénwǔ Guānshèng Dàdì <เมตตาและกล้าหาญ><อำนาจเป็นที่เกรงขาม><ปกป้องประเทศ><คุ้มครองประชาชน><ศรัทธาจริงใจ><รักษาสันติ><อุปภัมภ์ค้ำจุน><ประกาศความดี><ภักดีมีคุณธรรม><เทพเจ้าแห่งบู๊> <กวนผู้ศักดิ์สิทธิ์><จักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่> ราชวงศ์เชงยกย่องกวนอูขึ้นสูงขนาดนี้เพราะหวังผลในทางการเมืองต่อเผ่ามองโกลที่นับถือกวนอูเป็นที่สองรองจากลามะเท่านั้น
กวนอูได้รับเกียรติว่าช่วยให้เกิดความสำเร็จในทางการทหารที่สำคัญๆ หลายครั้งในประวัติศาสตร์ เช่นในสมัยราชวงศ์เหม็ง วิญญาณของกวนอูช่วยกองทัพเรือของฮ่องเต้ 朱元璋 Zhū Yuán Zhāng {จูหยวนจาง} ผู้ก่อตั้งราชวงศ์ในสมรภูมิที่ทะเลสาบ{โผหยาง}[ฉ] และ朱棣 Zhū Dì {จูตี้} ซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิ์ 永樂 (永乐) Yǒng Lè {หยงเล่อ} ก่อการรัฐประหารโค่นฮ่องเต้ 建文 Jiàn Wén {เจี้ยนเหวิน} หลานตัวเองได้สำเร็จในปี 1402/1945 จูตี้อ้างว่าได้รับคำอวยพรจากวิญญาณของกวนอู แม้แต่ในสงครามขับไล่ทหารญี่ปุ่นที่นำโดย โตโยโตมิ ฮิเดโยชิ ออกจากเกาหลีที่เรียกว่าสงครามเจ็ดปีของเกาหลี ก็เชื่อว่าได้รับความช่วยเหลือจากกวนอู แม้แต่ 袁世凱 (袁世凯) Yuán Shì Kǎi {หยวนซื่อข่าย}<โลก,ยุคสมัย,ชั่วชีวิต><ชัยชนะ,พิชิต> ประธานาธิบดีคนแรกของสาธารณรัฐจีนที่ตั้งตัวเป็นฮ่องเต้หลังจากที่ล้มล้างราชวงศ์แมนจูก็เป็นผู้ที่บูชากวนอูอย่างสูง
ในปัจจุบัน กวนอูยังคงได้รับความเคารพบูชาอย่างสูงโดยประชาชนทั่วไป เราสามารถพบแท่นบูชากวนอูได้ทุกหนทุกแห่งทั้งในบ้านเรือนและในสำนักงาน ในฮ่องกงมีแท่นบูชากวนอูอยู่ทุกสถานีตำรวจในขณะที่สมาคมใต้ดินอันทรงอิทธิพลอย่างสมาคมฟ้าดิน 天地會 (天地会) Tiān Dì Huì {เทียนตี้ฮุ่ย} สมาคมสามกลมกลืน 三合會 (三合会) Sān Hé Huì {ซานเหอฮุ่ย} และสมาคมประตูใหญ่ 洪門 (洪门) Hóng Mén {หงเหมิน} ก็บูชากวนอูเช่นกันเพียงแต่ตำรวจบูชากวนอูที่ถือง้าวมือขวา แต่พวกสมาคมใต้ดินบูชากวนอูที่ถือง้าวมือซ้ายและมีหน้าตาที่ดุร้ายน่ากลัวกว่า ในฮ่องกงเองกวนอูมักถูกเรียกว่ายี่กอหรือพี่สองจากการสาบานเป็นพี่น้องกับเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และเตียวหุย{จางเฟย}[1] ตามตำนาน นักธุรกิจบูชากวนอูเพราะเชื่อว่ากวนอูเป็นเทพแห่งความมั่งคั่งที่ช่วยปกป้องคนที่โกงและชั่วร้าย การที่กวนอูปล่อยโจโฉ{เฉาเชา}[1] และแม่ทัพของโจโฉที่ด่านอำเภอฮัวหยง{หัวหรง}เมืองลำกุ๋น{หนานจุ้น}[ข-21.7] ทำให้กวนอูเป็นตัวแทนของการให้ความยืนยาวแก่วงศ์ตระกูล ชาวจีนที่อพยพไปอยู่ที่มลรัฐแคลิฟอร์เนีย ประเทศสหรัฐอเมริกาก็นำเอาการบูชากวนอูไปด้วย และเป็นสิ่งที่กลายเป็นความจำเป็นในชีวิตของชาวจีนต่างแดน ชื่อของกวนอูแตกต่างออกไปมากมายในฐานะเทพเจ้าในลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] ศาลเจ้าเมนโดซิโน (Mendocino) ที่สร้างขึ้นในปี 1852/2495 ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวทางประวัติศาสตร์ก็เป็นที่รู้จักกันดีในชื่อของศาลเจ้าแห่งเทพทหาร หรือศาลเจ้ากวนไท่ เป็นตัวอย่างของแท่นบูชากวนอูที่สร้างขึ้นในอเมริกา
ในลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] กวนอูกลายเป็นจักรพรรดิผู้ศักดิ์สิทธิ์ กวนผู้ปราบปีศาจ ดังที่ได้กล่าวไปแล้ว ซึ่งมีที่มาจากในยุคราชวงศ์ซ้องในศตวรรษที่ 12 ทะเลสาบน้ำเค็มในตำบล{เซี่ยโจว}[ข-8.1] ไม่มีเกลืออีกต่อไป ฮ่องเต้ 宋徽宗 Sòng Huī Zōng {ซ่งฮุยจง} จึงเชิญปรมาจารย์พรตเต๋า 張繼先 (张继 先) Zhāng Jì Xiān {จางจี้เซียน}<สืบทอด><โบราณ,ก่อน> ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ 13 ของจางเต้าหลิงปรมาจารย์คนสำคัญของลัทธิเต๋ามาทำพิธีหาสาเหตุของอาเพทนี้ นักพรตกราบทูลว่าสาเหตุเกิดจากเทพแห่งสงคราม 蚩尤 Chī Yóu {ชือโหยว} จึงอัญเชิญกวนอูมาปราบ กวนอูก็ปราบสำเร็จ ทะเลสาบก็กลับมาผลิตเกลือได้เหมือนเดิม ฮ่องเต้ซ่งฮุยจงจึงแต่งตั้งกวนอูให้เป็นเทพเจ้าผู้ทรงเกียรติและสันติ 崇寧真 君 (崇宁真君) Chóng Níng Zhēn Jūn {ฉงหนิงเจินจุน} และเป็นเทพในลัทธิเต๋าอย่างเป็นทางการ ต่อมาในสมัยราชวงศ์เหม็งปรมาจารย์พรตเต๋ารุ่นที่ 42 ชื่อ 張正常 (张正常) Zhāng Zhèng Cháng {จางเจิ้งฉาง}<ถูกต้อง,เหมาะสม><ปกติ,ธรรมดา, สม่ำเสมอ> ได้บันทึกเหตุการณ์ครั้งนี้ไว้ในหนังสือสืบทอดวงศ์ปรามาจารย์พรตเต๋าแห่งสมัยราชวงศ์ฮั่น漢天師世家 (汉天师 世家) Hàn Tiān Shī Shìjiā {ฮั่นเทียนซือซื่อเจีย} <แผ่นดินฮั่น><อาจารย์><ตระกูล> ทุกๆ ปีในวันที่ 24 เดือน 6 ตามปฏิทินทางจันทรคติ จะมีพิธีแห่เทพเจ้ากวนอูไปตามถนนหนทางในชุมชนที่นับถือ ในประเทศไทยจะมีพิธีบวงสรวงในวันที่ 13 เดือนห้าตามปฏิทินจีน รูปปั้นบางปางของกวนอูเป็นรูปนั่งอ่านหนังสือไปลูบเคราไป ว่ากันว่าหนังสือที่ชอบอ่านคือ 春秋Chūn Qiū {ชุนชิว} ซึ่งเป็นหนังสือประวัติศาสตร์สมัยชุนชิว ที่นิพนธ์โดยขงจื้อ{ข่งจึซ์}[ง-5]
ในศาสนาพุทธ กวนอูได้รับการยกย่องเป็นพระสังฆารามโพธิสัตว์ (Sangharama) 伽藍菩薩 (伽蓝 菩萨) Jiā Lán Pú Sà {เจียหลานผูซ่า} ผู้พิทักษ์พระธรรม สังฆารามก็แปลว่าวัดนั่นเองแต่หมายรวมถึงเทวดาอารักษ์ต่างๆ ที่ดูแลปกปักรักษาวัด พระธรรมและศรัทธาของพุทธบริษัทด้วย เมื่อเวลาผ่านไปกวนอูจึงกลายเป็นผู้พิทักษ์วัดร่วมกับอุยท้อผู่สัก 韋馱菩薩 (韦驮菩萨) Wéi Tuó Pú Sà {เหวยเถาผูซ่า} หรือพระเวทโพธิสัตว์ หรือสกันทกะ (Skanda) ที่ศาสนาฮินดูเรียก ว่าพระขันธกุมาร มีผู้กล่าวว่าในประเทศจีนจะสังเกตเห็นรูปปั้นของพระเวทโพธิสัตว์ในวัดถือคทาต่างกัน ถ้าถือไว้ในมือหรือประนมมือแสดงว่าอนุญาตให้เข้าพักค้างคืนในวัดได้ แต่ถ้าถือจรดพื้นแสดงว่าไม่อนุญาตให้เข้าพัก อีกตำราว่าถ้าถือกระบองขึ้นบนแสดงว่าเป็นวัดหลวง ถ้าเป็นวัดราษฎร์จะยกกระบองตั้งพื้นไม่ทราบจริงเท็จอย่างไร รูปปั้นของกวนอูมักอยู่ทางด้านซ้ายสุดของแท่นพระประธาน
ตามตำนานของศาสนาพุทธฝ่ายมหายานนิกายเซ็น คืนวันหนึ่งในปี 592/1135 กวนอูปรากฏกายต่อหน้าท่านอาจารย์ 智顗 Zhì Yǐ {จื้ออี่} ผู้ก่อตั้งศาสนาพุทธมหายาน นิกายสัทธรรมปุณฑริก 天台宗 Tiān Tái Zōng {เทียนไท้จง}<ภูเขาเทียนไท้><นิกาย> เมี่อคราวที่นั่งวิปัสสนาอยู่บนเขาน้ำพุหยก{ยู่ฉวนซาน}[ฉ] (เกิด 538/1081 มรณภาพ 597/1140) เพื่อขอให้ท่านสอนหลักธรรมให้ หลังจากที่ได้รับการสั่งสอนแล้วกวนอูก็รับพระรัตนตรัยเป็นสรณะ และขอรับศีลห้าและขอปวารณาตัวเป็นผู้พิทักษ์วัดและพระธรรม ตามตำนานกล่าวว่ากวนอูยังได้ช่วยท่านอาจารย์{จื้ออี่} สร้างวัดน้ำพุหยก 玉泉寺 Yù Quán Sì {ยู่ฉวนซื่อ} ซึ่งยังดำรงอยู่จนถึงทุกวันนี้
แต่ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] กวนอูไปปรากฏกายต่อหน้าพระสงฆ์ชื่อหลวงจีนเภาเจ๋ง{ผู่จิ้ง}[17] บนเขาน้ำพุหยกในคืนวันหนึ่งหลังจากตายแล้ว วิญญาณของกวนอูร้องตะโกนตามหาศีรษะตนเองที่ถูกตัด หลวงจีนเภาเจ๋งก็ตอบว่า “แล้วงันเหลียง{เหยียนเหลียง}[6] บุนทิว{เหวินโฉ่ว}[6] และผู้รักษาด่านทั้งห้าทั้งหลายที่ท่านได้สังหารเขาเสีย จะไปหาศีรษะของตนเองจากใคร” จนเมื่อกวนอูฟังธรรมจากท่านหลวงจีนเภาเจ๋ง แล้วก็รับเป็นพุทธมามกะ แม้ว่านิยายจะเป็นการเสริมแต่งเพิ่มเติมจากเรื่องจริง แต่หลวงจีนเภาเจ๋งก็มีตัวตนอยู่จริงตามประวัติศาสตร์ บริเวณที่ท่านได้สร้างกระท่อมหญ้าก็ได้กลายมาเป็นวัดน้ำพุหยกในปัจจุบัน
โกเสง 高昇 (高升) Gāo Shēng {เกาเซิง}<เฟื่องฟู,สันติสุข> หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่รบกับเตียวหุยที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ไม่มีตัวตนจริง
เขาเจ้ง 許靖 (许靖) Xǔ Jìng {สู่จิ้ง}<เงียบ,สงบ,สันติ> ลูกพี่ลูกน้องของเขาเฉียว{สู่เซ่า}[1] ชื่อทาง การ 文休 Wén Xiū {เหวินซิว}<ภาษา,วัฒนธรรม,อักษรศาสตร์><หยุด,พัก> นักปราชญ์ชาวยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] เป็นนักประเมินและวิจาร์ณบุคคลิกนิสัยของผู้คนที่มีชื่อเสียง ต่อมารับใช้เล่าปี่เมื่อครั้งที่เล่าปี่ไปสวามิภักดิกับเล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] เขาเจ้งเคยดำรงตำแหน่งเป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ปา{ปา} เจ้าเมืองเมืองจ๊ก{สู่} ของมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] เป็นราชครู{ไท่ฟู่}[ก-10] และองคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2] ตามลำดับ เล่าว่าเล่าปี่ไม่ให้ความนับถือนัก แต่ขงเบ้ง{ข่งหมิง}[33] คำนับให้เกียรติเสมอ เสียชีวิตในปี 222/765
เขาเฉียว 許劭 (许劭) Xǔ Shào {สู่เซ่า}<กระตุ้นให้พยายาม> ชื่อทางการ 子將 (子将) Zǐ Jiāng {จึซ์เจียง}<ท่าน,สุภาพบุรุษ><ปรารถนา,เชื้อเชิญ,นายพลทหาร> เกิดปี 150/693 เป็นนักปราชญ์ที่มีชื่อเสียงชาวอำเภอ{ผิงหยู}เมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] เป็นหลานของเขาซุ่น{สู่ซุ่น}[1] เขาเฉียวและเขาเจ้ง{สู่จิ้ง}[1] ลูกพี่ลูกน้องมีความสามารถและมีชื่อเสียงเป็นอย่างมาก ในการอ่านนิสัยใจคอ ประเมินศักยภาพที่ซ่อนอยู่ในตัวบุคคล ทั้งคู่สนใจศึกษาพฤติกรรมและความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ทุกๆ ต้นเดือนในเมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] จะมีฝูงชนจำนวนมากมาฟังพี่น้องนักปราชญ์วิพากษ์วิจารณ์ศีลธรรมต่างๆ ของเหตุการณ์ปัจจุบัน เขาเฉียวมีชื่อเสียงในกระเมินบุคคลในระดับเดียวกับ{เหอเสีย}[R] 樊子昭 Fán Zǐ Zhāo {ฝานจึซ์เจา}<ผู้,บุตร,เมล็ด> <สว่าง,กระจ่างชัดเจน,ปรากฎ> และ 郭泰 Guō Tài {กัวไท่}<ปลอดภัย,สงบสุข,ยิ่งใหญ่>
ต่อมาเขาเฉียวได้รับเลือกเป็นขุนนางจารีตธรรมเนียม{กงเฉา}[ข-14] ของเมืองบ้านเกิด เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ในขณะนั้นคือชีจิ๋วเป๋ง{สูฉิว}[19] มีความนับถือและให้เกียรติเป็นอย่างมาก ทำให้ขุนนางต่างๆ พากันสำรวมกิริยาและความประพฤติเมื่ออยู่ต่อหน้า แม้เมื่อครั้งที่อ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] เดินทางกลับบ้านที่ยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] หลังจากลาออกจากตำแหน่งนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] ปักเอี้ยง{ผูหยาง} เมืองตองกุ๋น{ตงจุ้น}[ข-19.1] พร้อมกับผู้ติดตามและกองทหารรักษาความปลอดภัยจำนวนมาก แต่ก่อนจะเข้าเมืองก็ไล่คนของตนให้แยกไปต่างหาก ทิ้งให้ตนเดินทางตามลำพังด้วยรถม้าเพียงคันเดียว เพราะกลัวว่าเขาเฉียวจะวิจาร์ณ
เมื่อเขาเฉียวเดินทางไปเมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ได้ไปพบปะกับเหล่าบัณฑิตและขุนนางจำนวนมากในเขตนั้น แต่กลับไม่ยอมไปเยี่ยมพบ{เฉินสือ}[1] และเมื่อภรรยาของราชครูตันผวน{เฉินฝาน}[ห] เสียชีวิตก็ไม่ยอมไปร่วมงานพิธีศพ เมื่อเขาเฉียวถูกถามก็ตอบว่า “{ไท่ชิว} (คือ{เฉินสือ}[1]) นั้นมีผู้รู้จักคุ้นเคยมากเกินไปจึงยากที่จะละเอียดถี่ถ้วน ส่วน{จ้งจู่} (คือ{เฉินฝาน}[ห]) เป็นคนที่เคร่งเครียดเคร่งครัดที่ไม่รู้จักการประนีประนอม นี่คือเหตุผลที่ข้าไม่ไปเยี่ยมพบ” นี่คือสิ่งที่เขาเฉียววิจารณ์ ผู้คน
เมื่อครั้งที่โจโฉ{เฉาเชา}[1] ยังไม่เป็นที่รู้จัก ได้จัดเตรียมของกำนัลที่มีค่าไปขอพบเขาเฉียวอย่างสงบเสงี่ยมถ่อมตัว เพื่อขอให้ช่วยประเมินบุคคลิกของตน เขาเฉียวสำรวจโจโฉอย่างดูถูกแต่ปฎิเสธที่จะพูดอะไร แต่เมื่อโจโฉพยายามข่มขู่และคาดคั้น เขาเฉียวก็ตอบว่า “เจ้าคือคนชั่วร้าย 奸 Jiān {เจียน} ในยามบ้านเมืองสงบและเป็นวีรบุรุษ 雄 Xióng {เสียง} ในยามบ้านเมืองเกิดกลียุค” แต่คำทั้งสองนี้หากนำมารวมกันว่า 奸雄 Jiān Xióng {เจียนเสียง}<คนร้าย><วีรบุรุษ> จะมีความหมายว่าเป็นผู้ที่มีความทะเยอทะยานกระหายอำนาจ ที่แสวงหาความก้าวหน้าโดยใช้ทุกวิธีการที่เป็นไปได้ แต่เมื่อโจโฉได้ยินก็พอใจและจากไป แต่ในหนังสือบทวิจารณ์ความแตกต่างและความคล้ายคลึง{อี้ถงผิง}[ค-3.21]ที่ประพันธ์โดย{ซุนเซิ่ง}[ค-3.19] บรรยายไว้ต่างกันว่า เมื่อถูกขยั้นขยอเขาเฉียวตอบว่า “เจ้าจะเป็นรัฐมนตรีที่สามารถในยามบ้านเมืองสงบ และเป็น{เจียนเสียง}ในยามบ้านเมืองเกิดกลียุค” ซึ่งโจโฉก็หัวเราะเมื่อได้ยินเช่นนั้น
ต่อมาเขาเฉียวผิดใจกับเขาเจ้ง{สู่จิ้ง}[1] ลูกพี่ลูกน้อง และ 李逵 Lǐ Kuí {หลี่ขุย}<ทางแยก,ชุมทาง> ที่เป็นชาวเมืองเดียวกันและมีชื่อเสียงในความประพฤติดี ทำให้ความนับหน้าถือตาของเขาเฉียวต้องมัวหมองลง อย่างไรก็ตามเอียวปิว{หยางเปียว}[3] ขณะดำรงตำแหน่งเป็นองคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2] ได้พยายามชักชวนให้เขาเฉียวมาทำงานกับตน แต่เขาเฉียวปฏิเสธ และต่อมาเมื่อราชสำนักเรียกตัวเข้ารับราชการอีก เขาเฉียวกล่าวว่า “ทุรชนกำเริบอยู่ทั่วไป การเมืองกำลังเกิดวิกฤตวุ่นวาย ข้าเพียงหวังจะไปซ่อนตัวที่ 淮海 Huái Hǎi {หวยไห่}<ชื่อแม่น้ำห้วย> <ทะเล> เพื่อรักษาครอบครัวให้ปลอดภัย” แล้วในปี 193/736 เขาเฉียวก็อพยพครอบครัวจากบ้านเกิดของตนในเมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] ไปยังภาคใต้ของเมืองก่องเล่ง{ก่วงหลิง}[ข-23.2] ซึ่งโตเกี๋ยม{เถาเฉียน}[4] ก็ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี แต่เขาเฉียวก็ไม่สบายใจพูดกับลูกน้องของตนว่า “โตเกี๋ยมดูจะมีเกียรติเป็นที่นับหน้าถือตา แต่แท้จริงแล้วภายในไม่มีความซื่อสัตย์จริงใจ แม้ว่าจะแสดงความนิยมชมชอบในคนที่มีความสามารถเช่นข้า แม้ว่าเวลานี้จะเลี้ยงดูข้าเป็นอย่างดี แต่ก็คงไม่ใจดีเช่นนี้ตลอดไป” เขาเฉียวจึงจากโตเกี๋ยมไป หลังจากนั้นเหตุการณ์ก็เป็นจริง โตเกี๋ยมจับกุมเหล่าบัณฑิตที่อพยพมาอยู่ที่มณฑลชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23] ทั้งหมด ผู้คนทั่วไปจึงพากันยกย่องการมองเหตุการณ์ล่วงหน้าของเขาเฉียว ต่อมาเขาเฉียวอพยพลงใต้ไปที่อำเภอขยกโอ๋{ชูอา}เมืองง่อ{อู๋} รับตำแหน่งเป็นที่ปรึกษาให้กับเล่าอิ้ว{หลิวเหยา}[13] ที่มณฑลเองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17] ซึ่งในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1]ไม่ได้เอ่ยถึงเลย
เมื่อซุนเซ็ก{ซุนซื่อ}[6] รุกเข้าถึงอำเภอ{ตานถู}เมืองตันเอี๋ยง{ตานหยาง}[ข-17.1] มีผู้เสนอให้เล่าอิ้ว{หลิวเหยา}[13] ตั้งไทสูจู้{ไท่สื่อฉี}[9] เป็นแม่ทัพออกไปตั้งรับ แต่เล่าอิ้วพูดว่า “ถ้าข้าตั้งไทสูจู้ เขาเฉียวคงจะหัวเราะเยาะข้าแน่” แสดงให้เห็นว่าเล่าอิ้วให้ความนับถือในความคิดเห็นของเขาเฉียวเป็นอย่างมาก และก็แสดงให้เห็นว่าเขาเฉียวให้คำปรึกษาผิดพลาดเพราะสุดท้ายแล้วไทสูจู้ก็เป็นแม่ทัพที่เก่งที่สุดของเล่าอิ้ว
เมื่อซุนเซ็กยึดเมืองได้แล้ว เล่าอิ้ว{หลิวเหยา}[13] วางแผนจะหนีไปขอความช่วยเหลือจากอ่องหลอง{หวังหล่าง}[13] ที่เมืองห้อยเข{ไขว้จี}[ข-17.4] แต่เขาเฉียวไม่เห็นด้วยแนะนำให้ไปเมืองอิเจี๋ยง{ยู่จาง}[ข-17.6] เล่าอิ้ว{หลิวเหยา}[13] เห็นด้วยจึงส่ง{จูเฮ่า}[13] ไปตีขับไล่{จูเก่อสวน}[13] ออกจากเมืองอิเจี๋ยง{ยู่จาง}[ข-17.6] ในปี 195/738 ซึ่งต่อมา{จูเก่อสวน}ก็ถูกสังหารโดยลูกน้องตัวเองในระหว่างการจราจล
เมื่อฉกหยง{เจ๋อหรง}[13]มาที่เมืองอิเจี๋ยง{ยู่จาง}[ข-17.6] เขาเฉียวก็เตือนเล่าอิ้ว{หลิวเหยา}[13] ว่าฉกหยงเป็นคนที่ละโมบและชอบความรุนแรง สุดท้ายฉกหยงก็ก่อกบฎและสังหาร{จูเฮ่า}[13] ที่ปกครองเมืองรอเล่าอิ้วมา แต่เล่าอิ้วสามารถปราบปรามลงได้ และฉกหยงก็ถูกสังหารโดยชาวพื้นเมืองที่อาศัยอยู่บนเขา ต่อมาไม่นานนักเขาเฉียวก็เสียชีวิตที่เมืองอิเจี๋ยง{ยู่จาง}[ข-17.6] ในปี 195/738 เมื่ออายุ 45 ปี เมื่อเล่าอิ้วขาดที่ปรึกษาคู่ใจก็ยังลำบากต่อมาอีกสองปีจึงตาย ครอบครัวและกองกำลังของเล่าอิ้วก็ถูกผนวกเข้ากับทัพของซุนเซ็ก{ซุนซื่อ}[6]
เขาซุ่น 許訓 (许训) Xǔ Xùn {สู่ซุ่น}<ตัวอย่าง,รูปแบบ,ฝึกสอน> มีชื่อเสียงในกระเมินอุปนิสัยของบุคคล มีศักดิ์เป็นอาของเขาเฉียว{สู่เซ่า}[1] เนื่องจาก 許敬 Xǔ Jìng {สู่จิ้ง}<เคารพ,สักการะ> บิดาของเขาซุ่นเป็นพี่น้องของปู่ของเขาเฉียว เขาซุ่นมีบุตรชายชื่อ 許相 Xǔ Xiāng {สู่เซียง} <ซึ่งกันและกัน,สมประโยชน์> ซึ่งได้เป็นองคมนตรีโดยการประจบสอพลอและติดสินบนขันทีที่มีอำนาจ เขาเฉียวจึงไม่ยอมนับญาติด้วย แม้จะถูกเชิญให้ไปพบนับครั้งไม่ถ้วน
งอฮูหยิน 吳夫人 (吴夫人) Wú Fūrén {อู๋ฟูเหริน} ไม่มีการบันทึกว่างอฮูหยินชื่ออะไรแต่บอกว่าเป็นสาวสวยบุคลิกดีชาวอำเภอง่อ{อู๋}[ข-17.3] พ่อแม่เสียชีวิตตั้งแต่อายุยังน้อยและย้ายไปอยู่อำเภอเจียนต๋อง{เฉียนถัง}[ข-17.3] กับญาติและน้องชายชื่องอเก๋ง{อู๋จิ่ง}[13] ครอบครัวมีอันจะกินมากกว่าซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] ครอบครัวจึงไม่เห็นด้วยกับการสู่ขอของซุนเกี๋ยน ทำให้ซุนเกี๋ยนรู้สึกอับอายและโกรธมาก แต่งอฮูหยินทำให้เรื่องง่ายขึ้นโดยพูดว่า “จะนำความหายนะมาสู่ตนเองเพราะแค่รักผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้นหรือ” และบอกกับครอบครัวของตนเองว่า “ถ้าชีวิตแต่งงานมีปัญหา ตัวข้าคนเดียวเท่านั้นที่จะเดือดร้อน” การแต่งงานจึงเกิดขึ้นได้
ต่อมาในภายหลัง นางงอฮูหยินก็มีบทบาททางการเมืองค่อนข้างมาก ดังจะเห็นได้จากครั้งหนึ่งในปี 200/743 {เว่ยเถิง}[13] ขุนนางเมืองห้อยเข{ไขว้จี}[ข-17.4] สบประมาทซุนเซ็ก{ซุนซื่อ}[6] ที่กุมอำนาจในกังตั๋ง{เจียงตง}[ฉ] ได้เกือบทั้งหมดแล้ว ซุนเซ็กโกรธมากต้องการที่จะฆ่าทิ้งเสีย นางงอฮูหยินจึงขึ้นไปยืนบนปากบ่อน้ำใหญ่และพูดกับซุนเซ็กว่า “เจ้ากำลังจะสร้างรากฐานในตอนใต้ของแม่น้ำแยงซีเกียง{ฉางเจียง}[ฉ] งานก็ยังไม่สำเร็จ นี่ควรจะเป็นเวลาที่เจ้าต้องปฏิบัติกับคนมีความสามารถให้ดี และควรแสดงความสุภาพนอบน้อมต่อขุนนางของเจ้า จงลืมความผิดและจดจำแต่ความดีความชอบของพวกเขา {เว่ยเถิง}เพียงทำตามหน้าที่ ถ้าเจ้าฆ่าเขาในวันนี้ผู้คนก็จะตีจากเจ้าในวันรุ่งขึ้น ก่อนที่ข้าจะเห็นหายนะเช่นนั้น ข้าจะกระโดดน้ำตายในบ่อนี้” ซุนเซ็กตกใจมากสั่งให้ปล่อยตัว{เว่ยเถิง}ในทันที งอฮูหยินเสียชีวิตในปี 202/745
{จางซิว} 張脩 (张脩) Zhāng Xiū {จางซิว}<บ่มนิสัย,ซ่อมแซม> ผู้นำลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] นิกายข้าวห้าถัง{อู่โต่วหมี่เต้า}[49-2] คนหนึ่ง ต่อมาถูกเตียวฬ่อ{จางหลู่}[49] สังหารแล้วยึดเอากองทัพไป นักประวัติศาสตร์บางคนเชื่อว่าเป็นเจ้าลัทธิตัวจริง
{จางม่านเฉิง} 張曼成 (张曼成) Zhāng Màn Chéng {จางม่านเฉิง}<ยาว,นาน><สำเร็จ> หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1]
{จังหมิน} 臧旻 Zāng Mín {จังหมิน}<สวรรค์> ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17] ที่เสนอราชสำนักให้เลื่อนตำแหน่งซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] เป็นผู้ช่วยนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] {เหยี่ยนตู}มณฑลชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23.2]
เจาเจ้ง 鄒靖 (邹靖) Zōu Jìng {โจวจิ้ง}<สงบ,เงียบ> นายกองทหารของเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ในการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} ไม่มีตัวตนจริง
{เจ้าจือ} 趙祗 (赵祗) Zhào Zhī {เจ้าจือ}<น่านับถือ> หัวหน้าโจรคนหนึ่งที่อำเภอ{เหมี่ยนจู๋}[ข-20.3] ถูกปราบปรามโดยเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] และเหล่าทหารในท้องที่ เมื่อเริ่มไปรับตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ในปี 188/731
{เจ้าเหว่ย} 趙韙 (赵韙) Zhào Wěi {เจ้าเหว่ย}<ถูกต้อง> อธิบดีกรมคลังเสบียงที่ติดตามเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ไปปกครองมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] พร้อมกับตังฮก{ต่งฝู}[1]
{เจี่ยหลง} 賈龍 (贾龙) Jiǎ Lóng {เจี่ยหลง}<มังกร> นายพันเอกผู้บัญชาการทหารประจำมณฑล เอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ไม่เห็นด้วยกับการที่เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ต้องการกำจัดสิบครอบครัวอิทธิพลในพื้นที่แล้วยึดกองทัพมาเป็นของตน จึงนำทัพเข้าต่อต้าน แต่สุดท้ายถูกเล่าเอี๋ยนสังหาร
จูฮง 左豐 (左丰) Zuǒ Fēng {จั่วเฟิง}<อุดม,มากมาย> ขันทีที่ฮ่องเต้ส่งมาดูสถานการณ์การปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} แต่ป้ายสีว่าโลติด{หลูจื๋อ}[1] ไม่ทุ่มเทกำลังความสามารถเข้าทำการปราบปรามเพราะโลติดไม่ยอมจ่ายสินบน โลติดจึงถูกควบคุมตัวเป็นนักโทษใส่รถขังกลับเข้าราชธานี
จูฮี 朱儁 (朱俊) Zhū Jùn {จูจุ้น}<หล่อ,เก่ง> เกิดในปี 149/692 ที่เมืองห้อยเข{ไขว้จี}มณฑลเองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17.4] ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งว่าจูฮีต้องการปราบโจรกบฏโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] แบบเด็ดขาดโดยไม่ยอมรับการจำนนจากหัวหน้าโจรฮั่นต๋ง{หันจง}โดยให้เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ค้านเอาไว้เพื่อไม่ให้พวกโจรต่อสู้แบบหมาจนตรอกจนสูญเสียทหารอย่างมากมาย แต่ในบันทึกสามก๊ก{ซานกั๋วจื้อ}[ค-2.3] จูฮียึดหลักการประหารให้หมดสิ้นตรงกับที่บรรยายไว้ในนิยาย เพียงแต่ตั้งใจปรับแผนการของตนไว้ก่อนแล้วเมื่อเห็นว่าการที่ตนไม่ยอมรับการจำนนจะทำให้โจรกบฏสู้ตาย และเล่าปี่ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรบครั้งนี้แต่อย่างใด จึงเป็นการที่นิยายแต้มแต่งสร้างเสริมบทบาทและความเชี่ยวชาญยุทธให้เล่าปี่
การรบแบบนี้ก็เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าชื่นชมของจูฮีที่ต้องการกวาดล้างโจรกบฏทั้งหมดให้สิ้นซาก ไม่ใช่แค่ต้องการเอาชนะชั่วคราวและปล่อยให้พวกโจรแกล้งยอมจำนนแล้วรวมตัวกันก่อการร้ายใหม่ซึ่งเป็นการทิ้งปัญหาไว้ต่อไป
หลังการปราบโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} จูฮีได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้าจู่โจม{เพี่ยวจี้เจียงจุน}เมื่ออายุ 35 ปีซึ่งเป็นตำแหน่งที่ใหญ่เป็นที่สองในกองทัพของราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] รองจากโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] เท่านั้น และเทียบเท่ากับตำแหน่งผู้บัญชาการกองพลทหารม้ารถศึก{เชอจี้เจียงจุน}[ก-15] ที่มอบให้กับฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] นอกจากนี้ยังได้รับการเลื่อนฐานันดรเป็นเจ้าพระยาแห่งอำเภอเจียนต๋อง{เฉียนถัง}[ข-17.3] แต่จูฮีอยู่ในตำแหน่งไม่นานก็ถูกขันทีขับออกในปี 189/732 เนื่องจากไม่ยอมจ่ายสินบน จูฮีรู้จักกับซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] เนื่องจากมาจากชายแดนภาคตะวันออกเฉียงใต้เช่นกันและอาจเคยร่วมรบกันมาก่อน ในการปราบโจรโพกผ้าเหลืองครั้งนี้จูฮีเป็นคนขอให้ราชสำนักแต่งตั้งซุนเกี๋ยนเข้าร่วมรบโดยให้การเกณฑ์ทหารในพื้นที่มาสมทบและได้รับยศเป็นผู้ช่วยนายพันเอก จูฮีเองก็เป็นคนหนุนหลังซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] ให้มีตำแหน่งในราชสำนักต่อมา
ในปี 190/733 เมื่อตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ยึดครองราชธานีเคยเสนอให้จูฮีซึ่งขณะนั้นเป็นเจ้าเมือง{หยิ่น}[ข-1] โห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10] มาเป็นรัฐมนตรีกระทรวงราชพาหนะ{ไท่ผู๋}[ก-23.2] และเป็นผู้ช่วยอัครมหาเสนาบดี หรือเซียงก๊ก{เซียงกั๋ว}[ก-11.4] เพื่อบริหารการย้ายราชธานีจากลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] ไปเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] แต่จูฮีไม่รับ เมื่อตั๋งโต๊ะยกทัพกองระวังหลังไปถึงเตียงฮัน ได้มอบหมายให้จูฮีอยู่ป้องกันลกเอี๋ยง แต่จูฮีลอบติดต่อกับทัพของกองกำลังร่วมโค่นตั๋งโต๊ะ [4-2] จึงกลัวว่าตั๋งโต๊ะจะทำร้าย จึงหนีไปมณฑลเกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21] ตั๋งโต๊ะจึงตั้งแม่ทัพอีกคนหนึ่งไปประจำที่เมืองโห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10] แทน ต่อมาจูฮีนำทัพกลับลกเอี๋ยง โจมตีโห้หลำแต่เมืองร้างไปแล้วจึงไปตั้งค่ายที่อำเภอจงพวน{จงมู่}[ข-10.2] แล้วเขียนจดหมายถึงหัวเมืองต่างๆ ขอกองทัพมาโจมตีตั๋งโต๊ะ โตเกี๋ยม{เถาเฉียน}[4] แนะนำให้จูฮีตั้งตัวเองเป็นแม่ทัพและส่งทหารสามพันนายไปช่วย หัวเมืองอื่นๆ ก็ส่งทหารไปช่วยคนเช่นกัน แต่ตั๋งโต๊ะส่งงิวฮู{หนิวฝู่}[3] นำทัพไปตั้งค่ายที่อำเภอส่าน{ซ่าน} เมืองฮองหลง{หงหนง}[ข-9] งิวฮูให้ลิฉุย กุยกีและเตียวเจ{จางจี้}[3] คุมทัพคนละหลายหมื่นเข้าโจมตีจูฮีที่จงพวนจนชนะ ต่อมาเมื่อตั๋งโต๊ะตายไปแล้ว ด้วยคำแนะนำของกาเซี่ยง{เจี่ยซู่}[8] ลิฉุยได้เชิญตัวจูฮีเข้ารับราชการในพระราชวังหลวงเป็นรัฐมนตรีกระทรวงราชพาหนะ{ไท่ผู๋}[ก-23.2] [8-1]
ในช่วงที่ลิฉุย{หลี่จุ๋ย}[4] กุยกี{กัวซื่อ}[3] แตกคอกัน ฮ่องเต้ส่งข้าราชการผู้ใหญ่หลายคนรวมทั้งจูฮีไปไกล่เกลี่ย แต่กุยกีจับขังไว้เป็นตัวประกัน จูฮีเศร้าใจที่ไม่อาจทำอะไรได้จนล้มป่วยเรื้อรังและเสียชีวิตในปี 195/738 เมื่ออายุ 46 ปี
โจโก๋ 曹嵩 Cáo Sōng {เฉาซง}<(ภูเขา)สูง> หรือแฮหัวโก๋ 夏侯嵩 Xià Hóu Sōng {เซี่ยโหวซง} ชื่อทางการ 巨高 Jù Gāo {จู้เกา}<ใหญ่,มหึมา><สูง,ดัง> บิดาของโจโฉ บุตรบุญธรรมของขันทีโจเท้ง{เฉาเถิง}[1]
โจโก๋มีชื่อเสียงในเรื่องความซื่อสัตย์สุจริต จริงใจและยึดถือคุณธรรม ดำรงตำแหน่งสำคัญๆ หลายตำแหน่งในราชสำนักของพระเจ้าเลนเต้ คือนายพันเอกผู้อำนวยการมณฑลราชธานี{ซือลี่เสี้ยวเว่ย}[ข-1] รัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและการคลัง{ต้าซือหนง}[ก-11.3] รัฐมนตรีกระทรวงปฏิคมและการต่างประเทศ{ต้าหงหลู}[ก-11.2] และได้เลื่อนเป็นองคมนตรีฝ่ายบริหาร{ไท่เว่ย}[ก-11.1] ในช่วงเดือนธันวาคม ปี 188/731 ต่อจากซุยเสียง{ซุยเลี่ย}[8] จนถึงเดือนพฤษภาคมปีต่อมา รวมประมาณครึ่งปี อย่างไรก็ตามมีการกล่าวว่าโจโก๋ติดสินบนขันทีเพื่อให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง ข้อมูลอีกแหล่งหนึ่งกล่าวว่าโจโก๋ไม่ได้ติดสินบน แต่จ่ายเงินซื้อตำแหน่งตรงๆ ตามกติกาที่พระเจ้าเลนเต้กำหนด ต่อมาโจโก๋ถูกปล้นสังหารในปี 193/736 ขณะเดินทางอพยพไปอาศัยอยู่กับโจโฉ [9-1] ในปี 220/763 โจโก๋ได้รับการอวยยศเป็น 太皇帝 Tài Huángdì {ไท่หวงตี้}<สูงส่ง><จักรพรรดิ์>โดยพระเจ้าโจผี{เฉาพี}[30] หลานปู่ เมื่อโจผีสถาปนาตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้องค์แรกแห่งราชวงศ์วุย
โจโฉ 曹操 Cáo Cāo {เฉาเชา}<ปฏิบัติ,ควบคุม> ชื่อทางการ 孟德 Mèng Dé {เมิ่งเต๋อ}<พี่คนโต><คุณธรรม> เกิดปี 155/698 ที่อำเภอเจียวก๋วน{เฉียวจุ้น} ในเมืองไพก๊ก{เพ้ย}[ข-22.2] โจโฉมีบุคลิกลักษณะเด่นคือตาเล็ก รูปร่างค่อนข้างเล็ก สูงเจ็ดเชี๊ยะหรือประมาณ 1.62 เมตร ไว้เครายาว บิดาชื่อโจโก๋{เฉาซง}[1] มีตำแหน่งเป็นองคมนตรีฝ่ายบริหาร{ไท่เว่ย}[ก-11.1] ถึงแม้ตระกูลโจจะเป็นขุนนางมาสามชั่วคนก็ไม่แสดงว่ามีบารมีและสายสัมพันธ์หรืออยู่วงในของสังคมไฮโซชนชั้นสูงของประเทศเหมือนตระกูลอ้วน{หยวน} อย่างไรก็ตามได้สั่งสมฐานะทางการเงินไว้อย่างมากจนสามารถก่อตั้งกองทัพส่วนตัวได้โดยพึ่งพาผู้สนับสนุนเพียงบางส่วนเท่านั้น
โจโก๋ยอมเป็นบุตรบุญธรรมของขันทีโจเท้ง{เฉาเถิง}[1] ที่รับใช้ฮ่องเต้ถึงสี่รัชกาลและได้รับตำแหน่งสูงที่สุดที่ขันทีพึงจะเป็นได้ ในสมัยนั้นการยอมเป็นบุตรบุญธรรมของขันทีถือว่าไม่มีเกียรติเพราะต้องทิ้งแซ่ดั้งเดิมของบรรพบุรุษของตนเอง จึงน่าเชื่อว่าโจโก๋มีตำแหน่งและฐานะทางเศรษฐกิจเพราะบิดาบุญธรรมขันทีบันดาลให้ แต่ก็น่าแปลกใจที่โจโฉมีสายสัมพันธ์อย่างแนบแน่นกับขันที ถึงขนาดมีขันทีโจเท้งเป็นปู่บุญธรรม ทำไมจึงทำเฉยเสีย ซ้ำยังเข้าร่วมสังหารหมู่ขันทีด้วยเมื่อคราวที่โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] ถูกขันทีลอบสังหาร แซ่เดิมของโจโฉคือแฮหัว จึงต้องเปลี่ยนมาเป็นแซ่โจตามพ่อ แฮหัวตุ้น{เซี่ยโหวตุน}[4] และแฮหัวเอี๋ยน{เซี่ยโหวยวน}[4] จึงเป็นญาติสนิทของโจโฉ เท่าที่มีบันทึกไว้โจโฉมีน้องชายอย่างน้อยสามคนคือ
โจเต็ก{เฉาเต๋อ}[1] ที่ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งให้เป็นน้องของบิดา ถูกปล้นสังหารพร้อมบิดา
{เฉาปิน} 曹彬Cáo Bīn {เฉาปิน}<เครื่องประดับ,ขัดเกลาแล้ว>
คนที่สาม สี่ และห้าไม่ทราบชื่อ คนที่สามต่อมาได้รับฐานันดรศักดิ์หลังมรณกรรมเป็นเจ้าพระยาผู้โศกเศร้าแห่งอำเภอ{ไห่หยาง} เมืองเลียวไส{เหลียวซี}[ข-24.8] 海陽哀侯 (海阳哀 侯) Hǎi Yáng Āi Hóu {ไห่หยางไอโหว} ซึ่งทั้งสามคนนี้อาจเป็นคนเดียวกัน และอาจจะเป็นคนเดียวกับโจเต็กก็ได้ เพราะคำว่า 哀 Āi {ไอ} นั้นจะให้กับผู้ที่อาภัพเสียชีวิตก่อนวัยอันควร
ภาพที่ 1-3 แสดงบุตรหลานชั้นต้นของโจโก๋{เฉาซง}[1]
เมื่อโจโฉเริ่มเข้ารับราชการมีความเฉลียวฉลาด สามารถปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ได้ดี แต่โจโฉก็เป็นคนเอาแน่เอานอนอะไรไม่ได้ บางครั้งทำเหมือนเป็นคนจริงจังยึดมั่นกฎระเบียบ แต่บางครั้งก็ปล่อยตัวตามสบาย และทำตัวเหลาะแหละไม่ใส่ใจหน้าที่ของตน ไม่มีคนรอบข้างที่รู้จักคนไหนเลยที่คิดว่าโจโฉมีความสามารถโดดเด่น ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เพิ่มสีสันว่าในวัยเด็กโจโฉเป็นคนชอบล่าสัตว์ ร้องเพลงและการละเล่นเต้นรำ เป็นผู้ที่มีทิษฐิดื้อรั้นแต่ไหวพริบดีตั้งแต่เด็ก มีชื่อเล่นสมัยเด็กคือ 阿瞞 (阿瞒) ā Mán {อาหมัน}<ซ่อน,ปิดบัง>และ 吉利 Jí Lì {จี๋ลี่}<มงคล,ศุภฤกษ์> (ตัวอักษร เดียวกับยี่ห้อรถยนต์ Geely ของจีนในปัจจุบัน) ครั้งหนึ่งโจเต็ก{เฉาเต๋อ}[1] ซึ่งในนิยายบอกว่าเป็นอาของโจโฉ ชอบนำความเกเรที่โจโฉร่วมกับอ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] ก่อขึ้นไปฟ้องบิดาอยู่เสมอๆ โจโฉจึงแกล้งทำเป็นชักดิ้นชักงอต่อหน้าอา โจเต็กจึงรีบไปบอกโจโก๋ เมื่อบิดารีบวิ่งมาดูก็พบว่าโจโฉเป็นปกติทุกอย่าง เมื่อถูกถามโจโฉก็ตอบว่าอาโกหกบิดาเพราะไม่รักและต้องการแกล้งตน โจโก๋จึงเลิกเชื่อโจเต็กตั้งแต่นั้นมา และโจโฉก็เกเรมากยิ่งขึ้น
ในกลุ่มคนที่โจโฉทำงานร่วมด้วย มีอยู่สองคนที่เห็นแววของโจโฉคือเกียวซวน{เฉียวสวน}[4] และโหเง้า{เหอหยง}[1] เกียวซวนพูดกับโจโฉว่า “แผ่นดินกำลังเป็นกลียุค มีเพียงอัจฉริยะเท่านั้นที่จะสามารถแก้ปัญหานี้ได้ เจ้าคือคนที่จะนำความสงบสุขกลับคืนมา เจ้ายังไม่มีชื่อเสียงในตอนนี้ ดังนั้นเจ้าควรที่จะไปขอคำทำนายจากเขาเฉียว{สู่เซ่า}[1] แห่งเมืองยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1]” ส่วนโหเง้ามองโจโฉแล้วถอนใจพูดว่า “ราชสำนักฮั่นกำลังล่มสลาย มีเพียงชายผู้นี้ที่จะนำความสงบสุขมาสู่แผ่นดิน” โจโฉไปหาเขาเฉียวแล้วถามว่า “ตัวข้าพเจ้าเป็นบุคคลแบบไหน” เขาเฉียวแสดงกิริยาดูถูกเหยียดหยามและปฏิเสธที่จะตอบ โจโฉก็พยายามรุกถามอีก เขาเฉียวจึงตอบว่า “เจ้านะเหรอ เป็นขุนนางที่ดีในยามบ้านเมืองสงบสุข เป็นผู้นำที่เลวร้ายในยามที่บ้านเมืองเป็นทุกข์” ดูเหมือนว่าโจโฉเดินทางกลับบ้านอย่างพึงพอใจกับคำทำนายนี้มาก ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งเติมและแปลเป็นภาษาต่างๆ ไว้หลากหลาย โดยให้เขาเฉียวพูดว่าโจโฉเป็นขุนนางที่สามารถในยุคสงบสุขและวีรบุรุษที่ซื่อตรงในยามวุ่นวาย หรือไปไกลถึงขนาดพูดว่าเป็นคนเลวร้ายในยามสงบและวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ในยามวุ่นวาย ในฉบับของเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลว่า “มีปัญญามากป้องกันแผ่นดินได้ แต่มิได้สัตย์ซื่อต่อแผ่นดิน จะเป็นศัตรูราชสมบัติ”
ภาพที่ 1-4 แสดงชีวิตของโจโฉตั้งแต่เกิดจนอายุ 30 ปีตามในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1]
ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เมื่ออายุยี่สิบปี โจโฉได้รับตำแหน่งเป็นนายทหารรักษาประตูเมืองของราชธานี ยศร้อยเอกประจำแห่งแขวงเหนือ 北都尉 Běi Dū Wèi {เป่ยตูเว่ย}[ข-14] ดูแลความสงบเรียบร้อยทั่วไป โจโฉนำเอาไม้กระบองหลากสีมาเรียงไว้เป็นแถวหน้าที่ทำการ เพื่อใช้โบยตีผู้ที่ทำผิดกฎหมาย วันหนึ่งลุงของขันทีเกียดสิด{เจี่ยนซั่ว}[ห-สิบขันที] ถูกโจโฉจับมาโบยเพราะพกพาอาวุธเดินกลางถนนในช่วงเวลาเคอร์ฟิวกลางคืน เกียดสิดจึงรีบ “เลื่อนตำแหน่ง” โจโฉไปต่างจังหวัดเป็นตุนขิวเหล็ง 顿丘令 Dùn Qiū Lìng {ตุ้นชิวลิ่ง} คือนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] ตุนขิว{ตุ้นชิว}[ข-19.1] ก่อนไปร่วมปราบโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ในอีกเกือบสิบปีต่อมาในตำแหน่งโต๊ะอุ๋ย{ตูเว่ย}[ข-14]
โจโฉตายในวันที่ 15 มีนาคม 220/763 เมื่ออายุ 65 ปี มีบุตรชายทั้งหมด 25 คน โจผี{เฉาพี}[30] สถาปนาให้เป็นฮ่องเต้ย้อนหลังชื่อว่าพระเจ้า 魏武帝 Wèi Wǔ Dì {เว่ยอู่ตี้} นอกจากโจโฉจะมีความเชี่ยวชาญด้านศิลปะการต่อสู้และกลศึกแล้ว ยังเชี่ยวชาญการประพันธ์ แต่งบทกวีและตำราพิชัยสงครามไว้หลายเล่ม ถึงแม้ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] จะแต่งให้โจโฉเป็นทรราชที่มีความโหดเหี้ยมอำมหิต แต่หลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่ค้นคว้าเพิ่มเติมกันภายหลังให้เครดิตกับโจโฉว่าเป็นผู้ปกครองที่โดดเด่นและเป็นนักการทหารที่ชาญฉลาด มีคุณความดีเป็นพิเศษในด้านการเอาใจใส่ดูแลลูกน้อง
ในเดือนธันวาคม ปี 2008/2551 นักโบราณคดีได้ขุดพบสุสานใต้ดินของโจโฉที่หมู่บ้าน 西高 穴村 Xī Gāo Xué Cūn {ซีเกาแสว์ชุน} อำเภอ 安陽县 (安阳县) Ān Yáng {อันหยาง} จังหวัดนคร{อันหยาง} ทิศเหนือของมณฑล{เหอหนาน}[ญ-2] ในปัจจุบัน มีขนาด 740 ตารางเมตร พบโครงกระดูกชายหนึ่งคนอายุในวัยหกสิบปี และผู้หญิงสองคน มีสมบัติอยู่ประมาณ 250 ชิ้นเช่นหินแกะสลักระบุชื่อวุยอ๋อง 魏王 Wèi Wáng {เว่ยหวัง} และภาพวาดบนแผ่นหินเป็นต้น สุสานค่อนข้างเรียบง่ายเหมือนคำสั่งเสียของโจโฉ
มีการกล่าวอ้างในประวัติศาสตร์ว่าโจโฉสืบทอดสายโลหิตมาจากโจฉำ{เฉาเซิน}[ง-8.40] นายกรัฐมนตรีคนที่สองของราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] ที่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งราชวงศ์กับพระเจ้าฮั่นโกโจ{ฮั่นเกาจู่}[ง-8.3] แต่จากการศึกษาดีเอ็นเอของโครโมโซมวายจากฟันที่นักโบราณคดีขุดพบของ曹鼎 Cáo Dǐng {เฉาติ่ง}<กระถางพิธีกรรมสามขา> น้องชายของขันทีโจเท้ง{เฉาเถิง}[1] เทียบเคียงกับของโจฉำ พบว่ามีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้นจึงพิสูจน์ไม่ได้ว่าโจโฉกับโจฉำเป็นสายโลหิตเดียวกัน แต่ในขณะที่นักวิจัยพบว่าโครโมโซมวายของ{เฉาติ่ง} เหมือนกับของกลุ่มผู้ที่ยังมีชีวิตอยู่และอ้างว่าสืบเชื้อสายมาจากโจโฉ มากกว่าร้อยชั่วคน นักประวัติศาสตร์จีนบางท่านไม่เชื่อผลการทดลองนี้ทั้งหมด เพราะช่วงราชวงศ์ซ่ง บันทึกสายโลหิตมักสูญหายไป ยิ่งถ้าเป็นช่วงยุคสามก๊กด้วยแล้ว ยิ่งไปกว่านั้นจากบันทึกประวัติศาสตร์ {เฉาติ่ง}เป็นน้องชายของขันทีโจเท้ง ที่รับโจโก๋{เฉาซง}[1] บิดาของโจโฉเป็นบุตรบุญธรรม ดังนั้นโจโฉจึงไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับ{เฉาติ่ง} ตั้งแต่แรกแล้ว และข้อมูลนี้ก็อาจจะสนับสนุนว่าโจโฉไม่ได้แซ่โจ ตามที่ประวัติศาสตร์บางฉบับเขียนว่าโจโฉมีแซ่เดิมคือแฮหัว
โจเต็ก 曹德 Cáo Dé {เฉาเต๋อ}<คุณธรรม> น้องชายของโจโฉ{เฉาเชา}[1] ที่ถูกสังหารโดยทหารของโตเกี๋ยม{เถาเฉียน}[4] แต่ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1]บอกว่าเป็นอา คือเป็นน้องของโจโก๋{เฉาซง}[1] หนังสือฮั่นตอนปลาย{โฮ่วฮั่นซู}[ค-2.4] ระบุว่าชื่อ 曹疾 Cáo Jí {เฉาจี๋}<ความเจ็บป่วย,โรค,เกลียดชัง> ที่น่าประหลาดใจ และไม่สามารถสืบค้นต่อไปได้ว่าถูกต้องหรือไม่คือ ชื่อว่า德 Dé {เต๋อ} นี้จะไปพ้องกับชื่อทางการของโจโฉ 孟德 Mèng Dé {เมิ่งเต๋อ} อย่างไม่น่าจะถูกต้องนัก เพราะคนจีนคงไม่ตั้งชื่อทางการของน้องให้เหมือนกับชื่อตัวของพี่ แต่ก็อาจเป็นไปได้
โจเท้ง, ขันที 曹騰 (曹腾) Cáo Téng {เฉาเถิง}<พุ่งทยาน> เป็นบิดาบุญธรรมของโจโก๋{เฉาซง}[1] โจเท้งเริ่มเป็นขันทีในสมัยของพระเจ้า{อันตี้} รัชกาลที่หกของฮั่นตะวันออก ต่อมาในปี 120/663 ได้รับเลือกจากไทเฮาให้ไปรับใช้พระเจ้า{ชุ้นตี้}ในสมัยที่ยังเป็นเจ้าชายอยู่เพราะซื่อสัตย์ อ่อนน้อม สุภาพเรียบร้อย และรอบคอบ เมื่อพระเจ้า{ชุ้นตี้}ขึ้นครองราชย์เป็นรัชกาลที่เจ็ด โจเท้งก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้รับใช้ส่วนพระองค์ที่เป็นตำแหน่งขันทีสูงสุดไปด้วย
เมื่อพระเจ้า{ชุ้นตี้}สวรรคต เกิดการแตกแยกในราชสำนักเป็นสองฝ่ายในการคัดเลือกฮ่องเต้ใหม่แทน โจเท้งก็เข้าข้าง{เหลียงจี้}[ห] ในการยกพระเจ้าพระเจ้าฮั่นเต้{หวนตี้}[ห] ขึ้นเป็นฮ่องเต้รัชกาลที่สิบได้สำเร็จ (ภาพที่ ก-3) โจเท้งจึงได้รับรางวัลเลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นเจ้าพระยาแห่งหมู่บ้านปี้ 費亭侯 Bì Tíng Hóu {ปี้ถิงโหว} และต่อมาได้รับตำแหน่งสูงที่สุดที่ขันทีพึงจะเป็นได้คือ 大長秋 (大长秋) Dà Cháng Qiū {ต้าฉางชิว}<ยิ่งใหญ่><ยืนยาว,อาวุโส><ฤดูใบไม้ร่วง,ฤดูเก็บเกี่ยว> รับผิดชอบดูแลหมู่พระตำหนักของพระมเหสีเหลียง{เหลียงหนู่หยิง}[ห] และไทเฮาเหลียง{เหลียงน่า}[ห]
โจเท้งรับใช้อยู่ในราชวังมากกว่าสามสิบปี และกล่าวกันว่าไม่เคยทำความผิดที่สำคัญใดๆ โจเท้งเป็นผู้ที่มีใจกว้าง ครั้งหนึ่ง{จงเฮ่า}[8] ข้าราชการหัวเมืองฟ้องร้องว่าโจเท้งรับสินบนพร้อมทั้งมีหลักฐานพิสูจน์ แต่ก็ไม่สามารถเอาผิดโจเท้งได้ แต่ต่อมาโจเท้งก็ยังสนับสนุนให้{จงเฮา}ได้รับตำแหน่งที่สูงขึ้นไปบ่อยๆ
เมื่อโจเท้งตายในช่วงปี 150/693 กว่าๆ โจโก๋{เฉาซง}[1] ก็เป็นทายาทรับสืบทอดฐานันดรเจ้าพระยาต่อมาตามกฎมณเฑียรบาลที่อนุญาติให้บุตรหลานสืบทอดฐานันดรศักดิ์ของขันทีได้ในช่วงเวลานั้น เมื่อโจผี{เฉาพี}[30] บุตรโจโฉ{เฉาเชา}[1] ตั้งตัวเองเป็นฮ่องเต้ของอาณาจักรวุยก๊ก ก็ตั้งขันทีโจเท้งในฐานะปู่ทวดเป็นฮ่องเต้ 魏高帝 Wèi Gāo Dì {เว่ยเกาตี้}ย้อนหลัง มีบางแหล่งกล่าวว่าขันทีโจเท้งเป็นบุตรบุญธรรมของขันทีเทาเจียด{เฉาเจี๋ย}หนึ่งในสิบขันที[ห] อีกทีหนึ่ง แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้เพราะโจเท้งน่าจะมีอาวุโสมากกว่า และการมีบุตรบุญธรรมของขันทีก็เป็นไปเพียงเพื่อวัตถุประสงค์เดียวคือมีทายาทสืบสกุล เพราะบุตรบุญธรรมต้องเปลี่ยนมาใช้แซ่ของขันที ดังนั้นคาดว่าขันทีคงไม่รับขันทีเป็นบุตรบุญธรรมแน่ ข้อมูลบางแหล่งระบุว่าบิดาของโจเท้งชื่อ 曹萌 Cáo Méng {เฉาเหมิง}<หน่อของต้นไม้,ตาดอก> และน้องชายของโจเท้งขื่อ 曹鼎 Cáo Dǐng {เฉาติ่ง}<กระถางพิธีกรรมสามขา>
{ฉินเสีย} 秦頡 (秦颉) Qín Xié {ฉินเสีย}<บินขึ้น> ชื่อทางการ 初起 Chū Qǐ {ชูฉี่}<แรก,เริ่มต้น> <ลุกขึ้น,ปรากฏ,ก่อการ> ชาวเมืองลำกุ๋น{หนาน}[ข-21.6] นายทหารแห่งเมืองกังแฮ{เจียงเซี้ย}[ข-21.6] เมื่อถูกส่งมาเป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] ก็เป็นคนปราบ{จางม่านเฉิง}[1] และฮั่นต๋ง{หันจง}[1] ได้สำเร็จ ไม่ใช่เล่าปี่ตามในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] ต่อมาเสียชีวิตเพราะถูกกลุ่มกบฏสังหาร
{เฉินสือ} 陳寔 (陈寔) Chén Shí {เฉินสือ}<แท้จริง,แข็ง,แน่นหนา> บางที่เขียนว่า 陳式 Chén Shì {เฉินซื่อ}<รูปแบบ,ประเภท,สไตล์> เกิดปี 104/647 เป็นนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] {ไท่ชิว} เล็กๆ เมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] จึงได้สมญานามว่า{เฉินไท่ชิว} เป็นต้นตระกูล{เฉิน} แห่งเมืองเองฉวน และเป็นแนวหน้าที่สำคัญของสำนักคิด 清流派 Qīng Liú Pài {ชิงหลิวป้าย}<กระจ่าง, บริสุทธิ><เลื่อนไหล><สำนัก,นิกาย,สาขา> คนหนึ่ง {เฉินสือ}เป็นบิดาของ{เฉินจี้}[3] ปู่ของตันกุ๋น{เฉินฉุน}[17]
แม้ว่าจะมีชาติกำเนิดและถูกเลี้ยงดูอย่างยากจน แต่เนื่องจากมีนิสัยรักหนังสือ พยายามขนขวายศึกษาตั้งแต่อายุยังน้อย มีความสัตย์ซื่อเที่ยงธรรม ไม่มีอคติ ความลำเอียงหรือเสื่อมเสีย ทั้งยังโอบอ้อมอารี จึงได้รับความเคารพยกย่องจากชาวบ้านสามัญชนทั่วไป แต่เพราะได้เข้าร่วมการต่อต้านขันทีไม่ให้มีตำแหน่งในการปกครองบ้านเมือง จึงถูกกีดกันไม่ให้เป็นขุนนางตามพระบรมราชโองการห้ามนักศึกษาหัวรุนแรงเข้ารับราชการของพระเจ้าฮั่นเต้{หวนตี้}[ห] {เฉินสือ}จึงปลีกตัวใช้ชีวิตแบบสันโดษที่อำเภอบ้านเกิด แต่ชาวบ้านมักจะมาขอให้ช่วยตัดสินคดีต่างๆ ที่เกิดขึ้นในละแวกหมู่บ้านนั้น {เฉินสือ}ก็สามารถว่าความโดยใช้เหตุและผลที่ถูกต้องเหมาะสมคงเส้นคงวา ไม่มีผู้ใดติดใจหรือไม่เห็นด้วย จนมีคำกล่าวว่า “ถ้าท่านรู้สึกว่ามีคดีใดที่คำตัดสินของ{เฉินสือ}นั้นดูจะผิด ก็ขอให้จงยอมรับเสียจะดีกว่า”
อีกสิบห้าปีต่อมาราชสำนักยอมผ่อนปรนในเรื่องห้ามนักศึกษาหัวรุนแรงเข้ารับราชการ โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] จึงส่งคนมาเรียกตัว{เฉินสือ}ให้ไปร่วมงานด้วย แต่{เฉินสือ}ปฏิเสธเพราะอายุมากแล้ว และเสียชีวิตในเวลาต่อมาไม่นานนักในปี 187/730 เมื่ออายุได้ 83 ปี นับว่ามีอายุยืนยาวมากคนหนึ่ง ในงานพิธีศพมีชาวบ้านมาร่วมงานเป็นจำนวนมหาศาลถึง 30,000 คน และมีผู้แต่งชุดไว้ทุกข์ให้มากกว่าหนึ่งร้อยคน
{ฉู่ก้ง} 褚貢 (褚贡) Chǔ Gòng {ฉู่ก้ง}<บรรณาการ, ของขวัญ> ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21] ที่ถูก{จางม่านเฉิง}[1] สังหารที่เมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1]
{เซี่ยโหมว} 夏牟 Xià Móu {เซี่ยโหมว}<แสวงหา,ได้รับ> แม่ทัพคนหนึ่งของกองพันทั้งแปดแห่งสวนตะวันตก [1-3]
ซุนเกี๋ยน 孫堅 (孙坚) Sūn Jiān {ซุนเจียน}<หนักแน่น,แน่วแน่> ชื่อทางการ 文臺 (文台) Wén Tái {เหวินไถ}<อักษรศาสตร์,วัฒนธรรม,สุภาพ><ฐาน,สนับสนุน> ชื่อยกย่องคือพยัคฆ์แห่งกังตั๋ง{เจียงตง}[ฉ] เกิดในปี 155/698 ที่อำเภอ{ฝู่ชุน} ในเมืองง่อ{อู๋} มณฑลเองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17.3] ริมฝั่งด้านเหนือของแม่น้ำเจียนต๋อง{เฉียนถัง}[ฉ] กิริยาเหมือนเสือ หน้าผากใหญ่ยาว และมีเอวเหมือนหมี ในหนังสือง่อ{อู๋ซู}[ค-3.2] ได้แจกแจงถึงบรรพบรุษของซุนเกี๋ยนย้อนหลังไปหกร้อยปีจนถึงซุนหวู{ซุนอู่}[ง-5] วีรบุรุษนักรบแห่งรัฐง่อโบราณ{อู๋}[ง-5] ในสมัยหกร้อยปีก่อนคริสตกาล (ประมาณหนึ่งร้อยปีก่อนพุทธกาล) ผู้เขียนตำราพิชัยสงครามที่มีชื่อเสียง แต่ก็ไม่ได้มีใครในตระกูลที่มีชื่อเสียงโดดเด่นให้อ้างถึงในพงศาวดารฉบับนี้หรือฉบับใดๆ อีกเลย แสดงให้เห็นว่าตระกูลนี้ไม่มีใครเป็นขุนนางหรือมีเกียรติประวัติในสมัยราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] ที่ยาวนานกว่าสามร้อยกว่าปีเลย
ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่มีบันทึกอย่างเป็นทางการใดๆ กล่าวถึงบิดาและมารดาของซุนเกี๋ยน อีกด้วย แสดงว่าเป็นแค่คนในท้องถิ่นที่ไม่มีความสำคัญ มีแต่ตำนานที่เล่าขานสืบต่อกันมาในสมัยราชวงศ์ซ้อง{ซ่ง} ภายหลังว่าบิดาชื่อ{ซุนจง}[1] เป็นชาวสวนแตงโม วันหนึ่งมีเด็กชายน่ารักอายุสามขวบมาขอแตงกิน {ซุนจง}ก็แบ่งให้ด้วยความยินดี ทันใดนั้นก็มีชายอีกหลายคนปรากฏกายขึ้นบอกว่าเป็นขุนนางบนสวรรค์ แสดงความชื่นชมในกิริยาของ{ซุนจง} และจะให้รางวัลสองอย่างให้เลือกคือ ให้ลูกหลานเป็นเจ้าพระยาต่อเนื่องกันหลายชั่วอายุคน หรือให้ลูกหลานเป็นถึงขั้นจักรพรรดิแต่แค่สองสามชั่วคน {ซุนจง}เลือกเอาอย่างหลัง ขุนนางสวรรค์เหล่านั้นจึงบอกตำแหน่งที่{ซุนจง}ต้องสร้างฮวงซุ้ยให้กับบรรพบุรุษของเขา แล้วกลายร่างเป็นห่านป่าบินจากไป
อีกนิทานหนึ่งเล่าว่าในขณะที่ซุนเกี๋ยนกำลังโศกเศร้าไว้ทุกข์ให้กับบิดา เทวดาแปลงกายลงมาให้เลือกแบบที่ให้กับ{ซุนจง} ซุนเกี๋ยนก็เลือกเอาอย่างหลังเช่นกัน เทวดาจึงบอกตำแห่งที่ซุนเกี๋ยน ต้องสร้างฮวงซุ้ยให้กับบิดาแล้วหายตัวไป แต่จากประวัติศาสตร์ เราทราบว่าสุสานของตระกูลซุนมีมานานหลายชั่วคนแล้วทางด้านตะวันออกของอำเภอ{ฝู่ชุน}[ข-17.3] อย่างไรก็ตามตำนานนี้กลายเป็นนิทานคติสอนใจเรื่อง “{ซุนจง}ถวายแตงโม” ที่ตกทอดกันมาเพื่อสอนว่าการทำความดีแม้เพียงน้อยนิดก็อาจให้ผลที่ยิ่งใหญ่ได้
ในบางตำนานพูดถึงมารดาของซุนเกี๋ยนว่าฝันเห็นลำไส้ของตนเองออกมานอกร่างกายแล้วไปพันรอบประตูตะวันตกของเมืองง่อ{อู๋}[ข-17.3] เมื่อตื่นขึ้นมาก็กลัวมากจึงไปปรึกษากับผู้เฒ่าผู้แก่ข้างบ้านก็ได้รับคำตอบว่ารู้ได้อย่างไรว่าเป็นนิมิตหมายที่ไม่ดี เมื่อซุนเกี๋ยนเกิดมาก็มีบุคลิกที่ไม่เหมือนชาวบ้านธรรมดาสามัญ มีความเฉลียวฉลาดและเอื้อเฝื้อเผื่อแผ่ แต่ในพงศาวดารกล่าวว่ามีแสงประหลาดเกิดขึ้นเหนือบริเวณสุสานของตระกูลและมีเมฆหลากสีปกคลุมเป็นบริเวณหลายร้อยลี้ แต่การตีความความฝันของแม่และเหตุการณ์แสงประหลาดก็ไม่ชัดเจนเพราะมีบันทึกว่าซุนเกี๋ยนมีพี่ชายฝาแฝดที่เติบโตขึ้นมาด้วยกันชื่อซุนเกี๋ยง{ซุนเชียง}[1] ซึ่งเป็นบิดาของ{ซุนเปิน}[6] และ{ซุนฝู่}[6] ซุนเกี๋ยงร่วมรบด้วยอยู่ช่วงหนึ่งแต่เสียชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มอายุยังไม่มากนักก่อนเกิดกบฎโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}[1-1]
{ฝู่ชุน}เป็นอำเภอเล็กๆ ในหุบเขาชายแดนที่ห่างไกลจากอำเภออื่นๆ และห่างจากอำเภอเมืองของเมืองง่อที่{ฝู่ชุน}สังกัดอยู่ถึง 150 กิโลเมตร บริเวณนี้เป็นเนินเขาและหุบเขาสลับกันไป แต่ละอำเภอหมู่บ้านก็อยู่กระจัดกระจายตามหุบเขาเหล่านั้น การสัญจรติดต่อกันก็ไม่รวดเร็ว คงคล้ายกับภูมิประเทศของประเทศลาว ภาคใต้จาก{ฝู่ชุน}ลงไปก็แทบจะไม่มีความเจริญเพราะดังที่ได้กล่าวไปแล้วว่าบริเวณภาคใต้ของลุ่มแม่น้ำแยงซีเกียง{ฉางเจียง}[ฉ] ลงไปยังเป็นป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์และมีชาวเขาเผ่าต่างๆ อาศัยอยู่มาก การอพยพของชาวฮั่นลงมาทางภาคใต้ที่เกิดจากความปั่นป่วนของภาคกลางในยุคโจรโพกผ้าเหลือ ยุคตั๋งโต๋ะและยุคโจโฉ{เฉาเชา}[1] ก็มักจะลงไปทางภาคใต้ตอนกลางคือมณฑลกวางตุ้งในปัจจุบันมากกว่าจะมาทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศ จนเมื่อถึงยุคที่เผ่า ซุงหนู{เซียงหนู}[ช] มองโกล และแมนจูยึดครองภาคเหนือของจีนไปหมดแล้ว ภาคพื้นนี้จึงเจริญขึ้นมาก ซึ่งคนที่เคยไปเที่ยวซูโจวหังโจวในปัจจุบันจะทราบดี เพราะบริเวณนี้กลายเป็นอู่อารยธรรมที่สำคัญของจีนในรอบหนึ่งพันปีที่ผ่านมา
เมื่ออายุ 15 ซุนเกี๋ยนได้เข้ารับราชการเป็นเสมียนตำแหน่งเล็กๆ ในอำเภอบ้านเกิด ดูจากประวัติต่อมาคาดว่าซุนเกี๋ยนคงมีตำแหน่งไปอยู่ในฝ่ายตำรวจท้องที่หรือทหารยาม เมื่ออายุ 17 ปีในปี 171/714 ได้ติดตามบิดาไปอำเภอเจียนต๋อง{เฉียนถัง}[ข-17.3] ที่อยู่ปากแม่น้ำเจียนต๋อง{เฉียนถัง}[ฉ] ซึ่งก็คือเมืองหังโจวในปัจจุบัน และห่างจากอำเภอ{ฝู่ชุน}ไปทางทิศตะวันออกเฉียงเหนือประมาณ 30 กิโลเมตร พบพวกโจรสลัดชื่อ{หูหยู} (Hu Yu) ที่ปล้นชาวบ้านมาได้กำลังแบ่งทรัพย์กันอยู่ จึงออกอุบายถือดาบกระโดดพุ่งเข้าใส่พร้อมตะโกนส่งเสียงดังชี้ดาบไปทางซ้ายทีขวาที เหมือนขุนนางที่มีทหารและบ่าวไพร่ติดตามมาเป็นจำนวนมากกำลังเข้าล้อมจับ พวกโจรตกใจหลบหนีไปเสียสิ้น ซุนเกี๋ยนตามไปฆ่าได้คนหนึ่ง ชื่อเสียงเลยโด่งดังขึ้น
ในประวัติศาสตร์บันทึกว่าตอนที่ซุนเกี๋ยนจะเข้าจู่โจมโจรสลัดนั้นได้ขออนุญาตบิดาก่อน แต่บิดาไม่อนุญาตโดยพูดว่า “ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับเจ้าเลย” ทำให้นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าด้วยคำพูดนี้และข้อมูลอื่นๆ ดังที่กล่าวไปแล้วแสดงว่าบิดาซุนเกี๋ยนน่าจะเป็นพ่อค้ามากกว่าจะเป็นชาวสวนแตงโม เพราะพ่อค้าซึ่งมีฐานะทางสังคมในขณะนั้นต่ำที่สุด ต่ำกว่าชาวนาเสียอีก แต่คงไม่ถึงกับแบ่งกันอย่างชัดเจนเหมือนชั้นวรรณะในอินเดีย พ่อค้าจีนไม่ชอบยุ่งเรื่องของชาวบ้านและไม่มีสำนึกทางสังคมส่วนรวม ฟังดูคุ้นๆ ว่าสมัยนี้ก็ยังเป็นเช่นนี้ใช่ไหม การมาเจียนต๋องก็คงจะมาทำการค้า และถ้าพ่อค้าจะใช้เงินซื้อตำแหน่งเสมียนอำเภอเล็กๆ ให้ลูกก็คงไม่ยากเย็นอะไร ข้อสันนิษฐานนี้จึงดูเหมือนว่าน่าจะเป็นไปได้
หลังจากวีรกรรมปราบโจรสลัด ซุนเกี๋ยนได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยฝ่ายการทหารของอำเภอบ้านเกิด ก็พอดีกับมีกบฏหือฉง{สู่ชาง}[2] ในเมืองห้อยเข{ไขว้จี}[ข-17.4] ซุนเกี๋ยนจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นนายทหารเฉพาะกิจไปเกณฑ์ทหารตามหัวเมือง ซุนเกี๋ยนก็ทำได้ดีและระดมพลได้เป็นพันเข้าปราบกบฏได้สำเร็จในปี 174/737 หลังการปราบกบฎฝีมือซุนเกี๋ยนเข้าตา{จังหมิน}[1] ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17] จึงเสนอราชสำนักให้เลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] {เหยี่ยนตู} มณฑลชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23.2]
ช่วงนี้ซุนเกี๋ยนอายุได้ 19 ปีก็แต่งงานกับงอฮูหยิน{อู๋ฟูเหริน}[1] ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งว่าซุนเกี๋ยนมีภรรยาสองคนซึ่งเป็นพี่น้องกัน คนพี่ชื่อนางงอฮูหยิน มีบุตรชายสี่คนคือซุนเซ็ก{ซุนซื่อ}[6] ซุนกวน{ซุนฉวน}[26] ซุนเซียง{ซุนอี้}[34] และซุนของ{ซุนควง}[26] ภรรยาคนน้องชื่องอยี่ฮูหยิน มีบุตรชายหนึ่งคนชื่อซุนลอง{ซุนหล่าง}[R] และบุตรสาวหนึ่งคนที่เรียกทั่วไปว่าซุนฮูหยิน{ซุนฟูเหริน}[45] โดยไม่มีการบันทึกชื่อจริง และมีบุตรเลี้ยงชื่อกองเล{ซุนเสา}[16] ในนิยายเล่าว่าภรรยาคนพี่ตายก่อนและต่อมาคนน้องได้ยศเป็นงอก๊กไถ้{อู๋กั๋วไท่}[34] อย่างไรก็ตาม ในประวัติศาสตร์ไม่ได้ระบุว่ามีงอฮูหยินสองคน แต่มีบันทึกว่าซุนลอง{ซุนหล่าง}[R] เกิดจากภรรยาอีกคนหนึ่ง บุตรสาวที่เรียกว่าซุนหยินหรือซุนฮูหยิน{ซุนฟูเหริน}[45] นั้นจริงๆ เป็นบุตรคนสุดท้องของงอฮูหยินและแต่งงานกับเล่าปี่จริงแต่ไม่ได้ระบุชื่อ ซุนเกี๋ยนยังมีบุตรสาวอีกสองคนที่แก่กว่าซุนหยิน แต่เกิดจากภรรยาอื่น บุตรสาวคนหนึ่งแต่งงานไปกับ{หงจึซ์}[1] ชาวอำเภอขยกโอ๋{ชูอา} เมืองง่อ{อู๋}[ข-17.3] บุตรสาวอีกคนหนึ่งซึ่งเกิดกับตันฮูหยิน{เฉินฟู เหริน}[1] แต่งงานกับ{พานมี่}[1] ชาวอำเภอ{ฮั่นโซ่ว}เมืองบุเหลง{อู่หลิง}[ข-21.2] ทั้ง{หงจึซ์}และ{พานมี่}น่าจะเป็นขุนนางระดับเล็กในแถบนั้น ไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
ระหว่างสิบปีนี้ซุนเกี๋ยนยังคงเป็นแค่ผู้ช่วยนายอำเภอ แต่ย้ายไปอำเภอใหญ่ขึ้นคือ อำเภออุไถ{ซูอี๋} [ข-23.3] และอำเภอแห้ฝือ{เซี่ยพี}[ข-23.3] ทั้งสองอำเภออยู่ในเมืองแห้ฝือเช่นกัน อำเภอ{เหยี่ยนตู}[ข-23.2] และอำเภออุไถ เป็นอำเภอเล็กที่มีประชากรน้อยกว่าหนึ่งหมื่นครัวเรือน แต่แห้ฝือเป็นอำเภอใหญ่และเป็นอำเภอเอกของเมืองแห้ฝือ อย่างไรก็ตามจะเห็นได้ว่าซุนเกี๋ยนทำงานอยู่ในมณฑลชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23] ที่ห่างจากบ้านเกิดประมาณ 300 กิโลเมตร เพราะตามกฎของแผ่นดินฮั่นไม่ให้ขุนนางหัวเมืองปกครองอำเภอบ้านเกิดตัวเอง ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] กล่าวว่า “ไม่ว่าซุนเกี๋ยนจะอยู่ที่อำเภอใดก็จะได้รับการยกย่องเสมอ เจ้าหน้าที่และชาวบ้านรักและไว้วางใจ มีเพื่อนเก่าจากบ้านเกิดและนักเดินทางอายุเยาว์มาพบปะเยี่ยมเยือนเป็นร้อยๆ เสมออย่างไม่ขาดสาย ซุนเกี๋ยนก็ต้อนรับขับสู้เสมือนหนึ่งเป็นญาติพี่น้องในครอบครัวเดียวกัน” คนเหล่านี้เองจะกลายเป็นกองกำลังสำคัญของซุนเกี๋ยนในอนาคต
ภาพที่ 1-5 แสดงชีวิตของซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] ตั้งแต่เกิดจนถึงอายุ 34 ปี ตามประวัติศาสตร์
พอถึงปี 184/727 เมื่อซุนเกี๋ยนอายุ 30 ปี เกิดกบฏโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}[1-1] จูฮี{จูจุ้น}[1] เสนอแนะให้ราชสำนักแต่งตั้งซุนเกี๋ยนเป็นนายพันโทเกณฑ์ชาวบ้านระดมพลยกทัพไปช่วยรบ ในบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่าซุนเจ้ง{ซุนจิ้ง}[6] น้องชายคนเล็กสุดของซุนเกี๋ยนก็ช่วยเกณฑ์ทหารได้เพิ่มเติมอีกประมาณห้าร้อยหกร้อยคนตามไปสมทบ ซุนเกี๋ยนประสบความสำเร็จในการรบอย่างงดงามแต่ก็มีหลายครั้งที่แทบเอาชีวิตไม่รอด ครั้งหนึ่งในการสู้รบที่อำเภอ{ซีหัว} เมืองยีหลำ{หรู่หนาน}มณฑลอิจิ๋ว{ยู่โจว}[ข-22.1] ซุนเกี๋ยนได้รับบาดเจ็บสาหัสและตกจากหลังม้าคลานเข้าแอบซ่อนอยู่ในพงไม้ ม้าของซุนเกี๋ยนที่เป็นม้าลายขาวสลับดำวิ่งกลับไปที่ค่าย ตะกุยพื้นและส่งเสียงร้องไปมา ทหารจึงวิ่งไล่ตามไปจนพบและช่วยเหลือซุนเกี๋ยนกลับมาได้ หลังจากช่วยปราบโจรโพกผ้าเหลืองแล้ว ซุนเกี๋ยนได้เลื่อนตำแหน่งเป็นนายพันเอกแห่งกองทัพน้อยพิเศษ
แต่ในฤดูใบไม้ผลิปีถัดมา กลุ่มโจรกบฎทางมณฑลเหลียงจิ๋ว{เหลียงโจว}[ข-27] นำโดยเปียนเตียว{เปียนจาง}[8] และหันซุย{หันสุย}[8] ลุกฮือขึ้นโดยมีเผ่าเกี๋ยง{เชียงจู๋}[ช]หนุนหลังอยู่ ทางการจึงส่งฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] ไปปราบ แต่สี่เดือนผ่านไปฮองฮูสงถูกขันทีใส่ร้าย ทางการจึงเปลี่ยนตัวแม่ทัพเป็นเตียวอุ๋น{จางเวิน}[1] จูฮี{จูจุ้น}[1] ก็แนะนำซุนเกี๋ยนให้กับแม่ทัพคนใหม่ เมื่อเตียวอุ๋นเรียกตัวตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1]ที่เป็นแม่ทัพหน้าของฮองฮูสงมาพบที่ค่ายทหารใกล้เมืองเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] ตั๋งโต๊ะก็ถ่วงเวลาผลัดไปผลัดมา และเมื่อมาถึงก็ไม่แสดงความเคารพตามสมควร ซุนเกี๋ยนแนะนำให้เตียวอุ๋นประหารชีวิตเสีย แต่เตี๋ยวอุ๋นกลัวผลกระทบต่อการสงครามเนื่องจากตั๋งโต๊ะมีบารมีทางตะวันตกมากจึงไม่กล้าลงโทษแต่ประการใด ซุนเกี๋ยนก็เตือนสติว่าจะเป็นการทำลายความศักดิ์สิทธิ์ของกฎกองทัพ แต่เตียวอุ๋น{จางเวิน}[1] ก็ไม่กล้า
อย่างไรก็ตามตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] เป็นแม่ทัพที่มีผลงานมากที่สุดของเตียวอุ๋น เมื่อถึงฤดูหนาวกบฏก็พ่ายแพ้ที่อำเภอเม่อเอี๋ยง{เม่ยหยาง}[ข-5.3] และถอยทัพกลับไปภาคตะวันตก เมื่อกองทัพหลวงตามตี พวกกบฏได้ข่าวทัพหลวงจำนวนมากกำลังยกมาก็รีบยอมแพ้แต่โดยดี เมื่อเตียวอุ๋นยกทัพกลับราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] ก็ไม่ได้รับการปูนบำเหน็จใดๆ เพราะราชสำนักถือว่าไม่มีการสู้รบเกิดขึ้นจึงไม่มีเกียรติยศ แต่ซุนเกี๋ยนถูกย้ายเข้าราชธานีเป็นบัณฑิตวังหลวง[ก-14] ซึ่งฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลว่ากรมการหัวเมือง ตำแหน่งนี้กินเงินปีแค่หกร้อยถังตวงต่อปี จากเดิมที่ได้รับมากกว่าหนึ่งพันถังตวงต่อปีในตำแหน่งพันเอก แต่ตำแหน่งนี้เป็นตำแหน่งชั่วคราวที่มักใช้เป็นช่วงฝึกงานหรือเตรียมตัวก่อนจะมีการเลื่อนตำแหน่งที่สำคัญๆ และก็จริงตามนั้นเพราะไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ในปี 187/730 ซุนเกี๋ยนก็ได้เลื่อนตำแหน่งครั้งใหญ่ไปเป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] เตียงสา{ฉางซา}มณฑลเกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21.5] กินเงินปีถึงสองพันถังตวงต่อปี ตำแหน่งเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] นี้ถือเป็นตำแหน่งใหญ่ที่สุดในการปกครองราชการหัวเมืองนอกราชธานี ต่อเมื่อภายหลังจึงมีตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เป็นหัวหน้าโดยตรงอีกที
ภาพที่ 1-6 แสดงพี่น้องและบุตรของซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1]
เมืองเตียงสา{ฉางซา}[ข-21.5] เป็นเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากกว่าหนึ่งล้านคน อำเภอเอกชื่อ{หลินเสียง}[ข-21.2] ตั้งอยู่ริมแม่น้ำซ่งกั๋ง{เซียงเจียง}[ฉ] เป็นตำแหน่งยุทธศาสตร์ที่สำคัญที่ควบคุมลุ่มแม่น้ำทั้งหมดรวมทั้งเมืองเลงเหลง{หลิงหลิง}[ข-21.3] เมืองฮุยเอี๋ยง{กุ้ยหยาง}[ข-21.4] ตลอดจนถึงมณฑลเกียวจิ๋ว{เจียวโจว}[ข-28] ภาคใต้ลงไปที่เป็นมณฑลกวางตุ้ง{ก่วงตง}[ญ-22] และตอนเหนือของประเทศเวียดนามในปัจจุบัน เมื่อไปรับตำแหน่งมีหน้าที่ต้องปราบกบฏในเมืองเตียงสาที่นำโดยคูเสง{โอวซิง}[1] ซุนเกี๋ยนก็ปราบได้อย่างราบคาบภายในเวลาอันสั้น โอวาทแรกที่ซุนเกี๋ยนให้กับข้าราชการในเมืองเตียงสาเมื่อเข้ารับตำแหน่งคือ “จงเอาใจใส่ทำนุบำรุงคนดีและจดบันทึกเก็บรักษาเอกสารและรายงานทางราชการให้ถูกต้องตามระเบียบ ส่วนพวกโจรและอาชญากรขอให้ทิ้งไว้เป็นหน้าที่ของข้าพเจ้าเอง”
ในปี 187/730 เดียวกัน ซุนเกี๋ยนยังช่วยปราบกบฏ{โจวเชา}[2] และ{กัวสือ}[2] ชาวเมืองเลงเหลง{หลิงหลิง}[ข-21.3] ที่สืบทอดแนวความคิดทางศาสนาต่อมาจาก{ก้วนกู่}[2] ในเมืองเลงเหลง และฮุยเอี๋ยง{กุ้ยหยาง}[ข-21.4] ตามลำดับ ทั้งๆ ที่เมืองเลงเหลงและฮุยเอี๋ยงมิได้อยู่ภายใต้การปกครองของซุนเกี๋ยน แต่ซุนเกี๋ยนก็ยกทัพเข้าไปปราบโดยการยินยอมของเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ทั้งสองและสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21] แม้แต่อำเภอ{อี๋ชุน} ในเมืองอิเจี๋ยง{ยู่จาง}[ข-17.6] ในมณฑลเองจิ๋ว{หยางโจว}[ข-17] ข้างเคียง ก็ร้องขอให้ซุนเกี๋ยนช่วยปราบโจรผู้ร้าย ด้วยความดีความชอบนี้ซุนเกี๋ยนจึงได้รับโปรดเกล้าเลื่อนตำแหน่งเป็นแม่ทัพผู้กำจัดเชลยศึก{โพ้หลู่เจียงจุน}[ก-15] และมีฐานันดรเป็นเจ้าพระยาแห่งอำเภอออแสง{อูเฉิง}[ข-17.3] ขณะที่อายุยังน้อยแค่สามสิบสอง ได้กินศักดินาอำเภอออแสงใกล้บ้านเกิด เพิ่มพูนทุนทรัพย์เพื่อการสร้างตัวต่อไปในอนาคต
ซุนเกี๋ยนปกครองเมืองเตียงสา{ฉางซา}[ข-21.5] อยู่สองปี พระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] ก็สวรรคต โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] ถูกขันทีลอบสังหาร เหล่าขันทีก็ถูกลูกน้องโฮจิ๋นสังหารหมู่ เปิดโอกาสให้ตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] เข้ายึดครองราชธานี เมื่อกองทัพหัวเมืองรวมกำลังกันปราบตั๋งโต๊ะ [4-2] ซุนเกี๋ยนก็เข้าร่วมรบในสังกัดของอ้วนสุด{หยวนซู่}[4] ซึ่งจะได้กล่าว ถึงวีรกรรมของซุนเกี๋ยนในการปราบตั้งโต๊ะต่อไปในฉากที่ 4
ในวัยหนุ่มน้อยจนถึงหนุ่มใหญ่ ซุนเกี๋ยนเป็นนักรบที่มีอนาคตไกลแต่เนื่องจากมีชาติกำเนิดที่สามัญจึงไม่สามารถสร้างฐานะทางสังคมของตนเองได้ แม้จะได้สร้างกองทัพและชื่อเสียงไว้เป็นมั่นคงแล้ว แต่ก็ต้องเข้าเป็นพวกสวามิภักดิ์อยู่กับอ้วนสุด{หยวนซู่}[4] ที่เป็นตระกูลขุนนางใหญ่และมีสายสัมพันธ์ทางการเมืองกว้างขวางมาหลายชั่วคน บันทึกทางประวัติศาสตร์ยืนยันว่าซุนเกี๋ยนได้พบตราหยกแผ่นดิน{ฉวนกั๋วสี่}[ก-22] ในเมืองลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] จริงตามในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] และในที่สุดก็ต้องเสียให้กับอ้วนสุดที่จับตัวภรรยาคนหนึ่งไว้เป็นตัวประกันเพื่อบังคับให้นำตราหยกมาแลก ซุนเกี๋ยนเป็นนักรบที่มีความสามารถ มีวินัยและควบคุมกองทัพได้ดี ทำให้สามารถไต่เต้าขึ้นในสู่ตำแหน่งสูงในช่วงที่บ้านเมืองปั่นป่วนเป็นกลียุค
ซุนเกี๋ยง 孫羗 (孙羌) Sūn Qiāng {ซุนเชียง}<กวางพันธุ์หนึ่ง,เก้ง> ชื่อทางการ 聖臺 (圣台) Shèng Tái {เสิ่งไถ}<ศักดิ์สิทธิ><ฐาน,สนับสนุน> พี่ีชายฝาแฝดของซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] เป็นบิดาของ{ซุนเปิน}[6] และ{ซุนฝู่}[6] ซุนเกี๋ยงร่วมรบกับซุนเกี๋ยนอยู่ช่วงหนึ่งแต่เสียชีวิตตั้งแต่วัยหนุ่มอายุยังไม่มากนักก่อนเกิดกบฎโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1]
ภาพที่ 1-7 แสดงบุตรของซุนเกี๋ยง{ซุนเชียง}[1]
{ซุนจง} 孫鍾 (孙钟) Sūn Zhōng {ซุนจง}<ถ้วยไม่มีหูจับ,จอกดื่มน้ำ,ตั้งสมาธิ> บิดาของซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1]
{ซุนเซี่ย} 孙夏 (孫夏) Sūn Xià {ซุนเซี่ย}<ฤดูร้อน> หัวหน้าโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1]
ซุนต๋อง หรือซุนต๋ง 孫仲 (孙仲) Sūn Zhòng {ซุนจ้ง}<ลูกคนที่สอง>หัวหน้าโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1] ไม่มีตัวตนจริง
{ซูกู้} 蘇固 (苏固) Sū Gù {ซูกู้}<เข้มแข็ง,วางใจ> เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ฮันต๋ง{ฮั่นจง}[ข-20.7] ที่ถูกเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1]ส่งกองทหารไปยึดเมืองและสังหาร
ตังฮก 董扶 Dǒng Fú {ต่งฝู}<ยึดจับ,หนุนไว้ด้วยมือ,ช่วยเหลือ> ชื่อทางการ 茂安 Mào Ān {เม่าอัน}<หนาแน่น,เขียวชอุ่ม,มีควมสามารถ><ปลอดภัย,สงบสุข> เป็นชาวเมือง{ก่วงฮั่น}[ข-20.3] เป็นลูกศิษย์ของ{หยางซู่}[1] บันฑิตที่มีชื่อเสียง ต่อมาเดินทางเข้าราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] เพื่อศึกษาที่มหาวิทยาลัยหลวง{ไท่แสว์}[ห] พร้อมกับเพื่อนนักศึกษาอีกคนหนึ่งชื่อ{เริ่นอัน}[1] แล้วเข้ารับราชการในตำแหน่งมหาดเล็กรับใช้พระองค์ ในสมัยพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] ด้วยความรู้ทางโหราศาตร์ที่เรียนมาจากอาจารย์{หยางซู่} ทำให้สามารถพยากรณ์การล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] และบอกเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ว่าฮ่องเต้องค์ใหม่จะบังเกิดขึ้นที่มณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ที่กันดารและห่างไกล ทั้งยังแนะนำให้เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ขอพระราชทานย้ายตัวเองไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เอ็กจิ๋วเพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนในราชสำนัก และเพื่อใช้เป็นฐานในการสร้างฐานอำนาจเพื่อครองแผ่นดินเมื่อมีโอกาศหลังเกิดการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น ตังฮกและ{เริ่นอัน}ติดตามรับใช้เล่าเอี๋ยนอยู่ช่วงหนึ่ง แล้วลาออกไปสอนหนังสือจนตลอดชีวิต
ตันฮูหยิน 陳夫人 (陈夫人) Chén Fūrén {เฉินฟูเหริน} ภรรยาคนหนึ่งของซุนเกี๋ยง{ซุนเจียน}[1]
ตองจิ๋ว 唐州 Táng Zhōu {ถังโจว}<เมือง> โจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ทรยศนำความไปบอกทางการ จนม้าอ้วนยี่{หม่าหยวนอี้}[1] ถูกจับกุมตัวและถูกประหาร
เตียวเขียน 趙謙 (赵谦) Zhào Qiān {เจ้าเชียน}<ถ่อมตัว,สุภาพ,เรียบง่าย> ชื่อทางการ 彥信 (彦信) Yàn Xìn {เยี่ยนสิ้น}<สง่างาม,สำเร็จ><ตัวอักษร,เชื่อถือ,ศรัทธา> ชาวเมืองจ๊ก{สู่} มณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] เป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ยีหลำ{หรู่หนาน}[ข-22.1] ที่นำกองทัพของมณฑลอิจิ๋ว{ยู่โจว}[ข-22] เข้าสู้รบกับโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] แต่แพ้ที่เมือง{ก่วงหยาง}[ข-24.2] ต่อมาได้ยับยั้งไม่ให้เล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] เข้ายึดราชธานีสมัยตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] และมีส่วนร่วมในการช่วยตั๋งโต๊ะย้ายราชธานีไปเตียงฮัน [5-1] ได้ดำรงตำแหน่งสำคัญต่อมาคือรัฐมนตรีกระทรวงสำนักพระราชวัง{หลางจงลิ่ง}[ก-11.1] องคมนตรีฝ่ายบริหาร{ไท่เว่ย}[ก-11.1] ผู้บัญชาการกองพลทหารม้ารถศึก{เชอจี้เจียงจุน}[ก-15] นายพันเอกผู้อำนวยการมณฑลราชธานี{ซือลี่เสี้ยวเว่ย[ข-1] องคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2] และองคมนตรีฝ่ายปฏิบัติการ{ต้าซือคง}[ก-11.3]
เตียวหยง 趙 融 (赵融) Zhào Róng {เจ้าหรง}<คล้องจอง,กลมกลืน> ขุนพลซ้ายช่วยเหลือกองทัพ หนึ่งในแม่ทัพของแปดกองพันแห่งสวนตะวันตก{ซีหยวน} [1-3]
เตียวก๊ก 張角 (张角) Zhāng Jiǎo {จางเจี่ยว}<ถ้วยเหล้าโบราณที่มีสามขา>
เตียวโป้ 張寶 (张宝) Zhāng Bǎo {จางเป่า}<อัญมณี,มีค่า>
เตียวเหลียง 張梁 (张梁) Zhāng Liáng {จางเหลียง}<คานหลังคา,สะพาน>
พี่น้องทั้งสามเป็นชาวเมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] คนที่นับถือศรัทธาเชื่อว่าเป็นหลานปู่ของนักพรตเตียวเหลง{จางหลิง}[49] ปรมาจารย์คนสำคัญของลัทธิเต๋า{เต้าเจีย}[ง-6] และผู้ก่อตั้งนิกายวิถีแห่งปรมาจารย์สวรรค์{เทียนซือเต้า}[ง-6] ในช่วงปี 142 ก่อนคริสตศักราช (พ.ศ.401) เตียวเหลงเป็นผู้ที่ทำให้ลัทธิเต๋ากลายเป็นสถาบันที่เป็นรูปธรรม หลังจากที่มีการเผยแพร่แนวความคิดและหลักปฏิบัติของเล่าจื้อ{เหล่าจึซ์}[ง-6] และจางจื้อ{จวงจึซ์}[ง-6] มากว่าห้าร้อยปี แต่เตียวก๊กนำมาพัฒนาต่อจนกลายเป็นนิกายศานติไพศาล 太平道 Tài Píng Dào {ไท่ผิงเต้า}<ยิ่งใหญ่><สันติสุข,เสมอภาค,แบนราบ><ทาง,สัจจะ> นิกายนี้มีแนวคิดแบบ{หวงเหล่า}[ง-6] ซึ่งเป็นหมายถึงจักรพรรดิเหลือง{หวงตี้}[ง-1] และเล่าจื้อ ในบันทึกทางประวัติศาสตร์ก็เขียนถึงนิกายของเตียวก๊กว่า “เตียวก๊กทำการบูชาองค์จักรพรรดิ์เหลืองและเล่าจื้อ และทำการสั่งสอนประชาชนโดยใช้เวทมนต์และคุณไสย” โดยมีความเชื่อว่าความเจ็บป่วยเป็นอาการแสดงของบาปที่กระทำ ต้องแก้ไขโดยการสารภาพบาปกับผู้นำของลัทธิซึ่งเป็นผู้รักษาโรคด้วยแรงศรัทธา มีการใช้น้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ในการรักษาโรค ถ้าผู้ป่วยไม่หายหรืออาการไม่ดีขึ้นแสดงว่าบาปนั้นหนักเกินกว่าจะปัดเป่าได้ เตียวเหลียงตั้งตนเองเป็นอาจารย์กุศลใหญ่ 大賢良師 Dà Xiánliáng Shī {ต้าเสียนเหลียงซือ}<ใหญ่> <สามารถและดีงาม><ครู,ผู้เชี่ยวชาญ,เจ้านาย> ในขณะที่เตียวโป้และเตียวเหลียงเป็นหมอใหญ่ 大醫 Dà Yī {ต้าอี} <ใหญ่><แพทย์,รักษา>
เพื่อการลุกฮือขึ้นสร้างอาณาจักรใหม่ เตียวก๊กประกาศตั้งตนเป็นเทียนก๋งจงกุ๋น แม่ทัพแห่งฟ้า 天公將軍 Tiān Gōng Jiāngjūn {เทียนกงเจียงจุน}<ฟ้า><เจ้านาย><แม่ทัพ> เตียวโป้เป็นแตก๋งจงกุ๋น แม่ทัพแห่งดิน 地公將軍 Dí Gōng Jiāngjūn {ตี้กงเจียงจุน}<ดิน><เจ้านาย> <แม่ทัพ> และเตียวเหลียงเป็นยินก๋งจงกุ๋น แม่ทัพแห่งมนุษย์ 人公將軍 Rén Gōng Jiāngjūn {เหรินกงเจียงจุน}<คน><เจ้านาย><แม่ทัพ> [1-1]
เมื่อเริ่มการปฏิวัติได้ไม่กี่เดือนเตียวก๊กก็ล้มป่วยและเสียชีวิตลง เตียวก๊กแพ้ฮองฮูสงในการปะทะหลายครั้งจนเสียไพร่พลไปเป็นจำนวนมหาศาล แต่ไม่ทราบแน่ชัดว่าป่วยก่อนรบหรือป่วยในภายหลัง เดือนที่เสียชีวิตก็ไม่ทราบแน่ชัด เตียวเหลียงจึงรับช่วงดูแลกองกำลังหลักที่อำเภอกงจ๋ง{ก่วงจง}เมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] เข้าต่อสู้กับฮองฮูสงต่อ แต่ในที่สุดก็แพ้เสียชีวิตในการรบในเดือนพฤศจิกายน ปี 184/727
เมื่อฮองฮูสงทำลายฐานที่อำเภอกงจ๋ง{ก่วงจง}[ข-26.2] แล้วก็ยกทัพขึ้นเหนือมาสมทบที่อำเภอ{เซี้ยฉู่หยาง}[ข-26.2] ครั้งนี้เตียวโป้แพ้และถูกสังหารในการรบ
เตียวอุ๋น 張溫 (张温) Zhāng Wēn {จางเวิน}<อบอุ่น,นุ่มนวล> ขุนนางชั้นสูงในตำแหน่งองคมนตรีฝ่ายปฏิบัติการ{ต้าซือคง}[ก-11.3] เลื่อนเป็นผู้บัญชาการกองพลทหารม้ารถศึก{เชอจี้เจียงจุน}[ก-15] ในเดือนกันยายน ปี 185/728 รับพระบรมราชโองการไปปราบกบฏแห่งมณฑลเหลียงจิ๋วที่มีเปียนเตียว{เปียนจาง}[8] และหันซุย{หันสุย}[8] เป็นหัวหน้า โดยมีตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] และซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1] เป็นนายทหารประจำทัพด้วย เข้าใจว่าการร่วมงานกันครั้งนี้ของเตียวอุ๋นและตั๋งโต๊ะคงมีความหมางใจกันไม่น้อย จนเป็นเหตุให้เตียวอุ๋นถูกตั๋งโต๊ะที่เมื่อกุมอำนาจรัฐไว้ทั้งหมดแล้วในอีกสองสามปีต่อมาสั่งประหารชีวิตโดยป้ายสีว่าวางแผนร่วมกับอ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] จะปฏิวัติตน ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] แต่งเติมสีสรรให้ลิโป้{หลู่ปู้}[3] เป็นคนลากไปสังหารต่อหน้าขุนนางจำนวนมากในงานเลี้ยงในคืนวันหนึ่งอย่างหน้าตาเฉยเพื่อเชือดไก่ให้ลิงดู
ต้นปี 186/729 ราชสำนักส่งพลนำสารถือตราตำแหน่งไปยังเตียงฮัน แต่งตั้งให้เตียวอุ๋นเป็นองคมนตรีฝ่ายบริหาร{ไท่เว่ย}[ก-11.1] ซึ่งเป็นครั้งแรกที่ขุนนางในระดับองคมนตรี{กง}[ก-23] ได้ถูกแต่งตั้งนอกราชธานี แต่เตียวอุ๋นก็ยังคงติดพันการรบไปจนถึงปลายปีจึงได้ถูกเรียกตัวกลับราชธานีและต่อมาอีกประมาณหนึ่งปีก็ถูกปลดจากตำแหน่งเพราะไม่สามารถปราบปรามโจรกบฎให้ราบคาบ โตเกี๋ยม{เถาเฉียน}[4] ก็เคยทำงานเป็นลูกน้องมาก่อนจะไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] ชีจิ๋ว{สูโจว}[ข-23] คนละคนกับเตียวอุ๋น{จางหยุ่น}[36] และเตียวอุ๋น{จางเวิน}[34]
เตียวหุย 張飛 (张飞) Zhāng Fēi {จางเฟย}<บิน,โฉบ,โผ,กระพือปีก> มีชื่อทางการว่าเอ๊กเต๊ก 益德 Yì Dé {อี้เต๋อ}<ผลประโยชน์,เพิ่ม><คุณธรรม,ความดีงาม> แต่ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เขียนเป็น 翼德 ซึ่งอ่านว่า Yì Dé {อี้เต๋อ} เหมือนกันแต่แปลว่า <ปีก><ความดีงาม> เตียวหุยเป็นชาวตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] เช่นเดียวกับเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] สูงห้าศอก ศีรษะเหมือนเสือ ตากลมใหญ่ คางพองโต เสียงดังดั่งฟ้าร้อง กิริยาดั่งม้าควบ น่าจะเป็นลูกหลานของผู้มีอันจะกิน เพราะมีทรัพย์สินไร่นาเป็นอันมาก ทั้งร้านขายเนื้อหมู ร้านสุรา และมีสวนท้อขนาดใหญ่อยู่หลังบ้าน (ในฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน)บอกว่าเป็นสวนดอกยี่โถ) เมื่อเล่าปี่ปรารภว่าอยากช่วยแผ่นดิน แต่ไม่ต้องการไปสมัครเป็นแค่ทหารเลว อยากมีกองทัพของตนเองและเข้าร่วมปราบโจรผู้ร้ายแต่ไม่มีทรัพย์ เตียวหุยพูดว่า “ทรัพย์นั้นเรามีอยู่”ในนิยายบางฉบับสร้างภาพให้เตียวหุยเป็นทหารคนสนิทของเจ้าเมืองมาตามหาธิดาเจ้าเมืองที่ถูกโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] จับตัวไป นิยายบางฉบับก็บอกว่าเตียวหุยเป็นแค่พ่อค้าเขียงหมูบ้าง และวันหนึ่งขายเนื้อหมูไม่หมดจึงนำไปแช่ในบ่อน้ำเพื่อไม่ให้เน่าเสีย แล้วนำก้อนหินมาเทินปิดปากบ่อไว้ แล้วท้าทายว่าถ้าใครยกหินออกได้ก็จะยกเนื้อหมูให้ กวนอูยกออกได้และแบ่งเนื้อหมูให้กับชาวบ้าน เตียวหุยโกรธมากจึงเกิดการวิวาทแต่เล่าปี่มาห้ามปราม สุดท้ายทั้งสามคนก็เกิดความรักใคร่ชอบพอกัน
เตียวหุยไม่ใช่เป็นแค่นักรบที่เก่งกาจเท่านั้นแต่เป็นนักการทหารที่มีความสามารถสูง เตียวหุยมักแสดงความเคารพต่อผู้บังคับบัญชาได้อย่างเหมาะสม แต่เป็นผู้ที่ไม่ให้เกียรติแก่ลูกน้อง เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1]เคยเตือนหลายครั้งถึงการที่เตียวหุยมักลงโทษอย่างรุนแรงเกินกว่าเหตุเสมอๆ ซึ่งในที่สุดก็นำความหายนะมาให้
เตียวหุยแต่งงานกับบุตรสาวหรือหลานสาวของแฮหัวเอี๋ยน{เซี่ยโหวยวน}[4] ที่ถูกทหารของเตียวหุยจับได้ในขณะที่ออกมาเก็บฟืนเมื่ออายุได้สิบสามสิบสี่ปี ทั้งคู่มีบุตรสาวด้วยกันสองคน บุตรสาวคนโตกลายเป็นพระมเหสีของพระเจ้าเล่าเสี้ยน{หลิวซ่าน}[31] บุตรของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ที่เป็นฮ่องเต้องค์ที่สองของจ๊กก๊กโดยมีขงเบ้ง{ข่งหมิง}[33] เป็นพ่อสื่อ เมื่อบุตรสาวคนโตเสียชีวิตเนื่องจากความเจ็บไข้ปรกติ ขงเบ้งก็เป็นพ่อสื่อแนะนำให้บุตรสาวคนรองของเตียวหุยเป็นพระมเหสีองค์ต่อมาอีก
ข้อมูลจากบันทึกทางประวัติศาสตร์อ้างว่าเตียวหุยเป็นนักวาดภาพที่มีความสามารถคนหนึ่ง นอกจากนี้เตียวหุยยังชอบปลูกต้นไม้ทำสวน มีต้นไม้หลายต้นในเมืองเซงโต๋ที่เชื่อว่าเตียวหุยเป็นผู้ปลูกและอยู่มาจนถึงปัจจุบัน ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เตียวหุยเป็นหนึ่งในห้าขุนพลพยัคฆ์ของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และถูกแต้มสีให้เป็นคนชอบดื่มเหล้าเป็นนิจสินและด้วยสาเหตุนี้ทำให้เตียวหุยตัดสินใจผิดๆ หลายต่อหลายครั้ง แต่เรื่องนี้ไม่เป็นจริงเพราะไม่มีการบันทึกในประวัติศาสตร์ใดๆ ในนิยายเล่าว่าในคืนวันที่ฮอมเกียง{ฟ่านเจี้ยง}[63] และเตียวตัด{จางต๋า}[63] ลอบสังหารเตียวหุย ทั้งคู่พบว่าเตียวหุยนอนลืมตาอยู่ ด้วยความกลัวจนแทบจะยกเลิกแผนการลอบสังหารอยู่แล้ว แต่พลันได้ยินเสียงกรนจึงแน่ใจว่าเตียวหุยกำลังหลับสนิทอยู่ ในปัจจุบันคนที่หลับสนิททั้งที่ยังลืมตาจึงมักถูกเรียกว่า “ตาเตียวหุย”
เตียวสิเผง 張世平 (张世平) Zhāng Shì Píng {จางซื่อผิง}<ชีวิต,โลก><สันติสุข> พ่อค้าม้าจากรัฐตงสัน{จงซาน} มณฑลกิจิ๋ว{จี้โจว}[ข-26.5] ที่เดินทางไปค้าขายไม่ได้เพราะมีโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}อาละวาดอยู่ระหว่างทาง จึงให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ในการสร้างกองทัพ ไม่มีตัวตนจริง
เต้เหี้ยน 鄭玄 (郑玄) Zhèng Xuán {เจิ้งสวน}<ดำ,ลึกลับ,ศักดิ์สิทธิ์> ชื่อทางการ 康成 Kāng Chéng {กังเฉิง}<สุขภาพ,อุดมสมบูรณ์><สำเร็จ,ชนะ> เกิดที่เมืองปักไฮ{เป่ยไห่}มณฑลเฉงจิ๋ว{ชิงโจว}[ข-18.2] ในปี 127/670 เป็นบัณฑิตผู้ทรงคุณวุฒิในลัทธิขงจื้อ{หรูเจีย}[ง-5] เป็นนักอรรถธิบายและวิจารณ์ที่มีชื่อเสียงมาก เต้เหี้ยนมีอาจารย์เดียวกันกับโลติด{หลูจื๋อ}[1] คือ{หม่าหร่ง}[1] เต้เหี้ยนเสียชีวิตในปี 200/743 เมื่ออายุได้ 73 ปี ในนิยายสามก๊กฉบับแปลไทยบอกว่าเป็นอาจารย์ของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และกองซุนจ้าน{กงซุนจ้าน}[2] ในนิยายยังเพิ่มเติมให้เต้เหียนช่วยเขียนจดหมายไปหาอ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] ขอให้อ้วนเสี้ยวยกโทษให้เล่าปี่ที่ยกทัพไปสกัดอ้วนสุด{หยวนซู่}[4]ไม่ให้ไปหา
เตงเมา 鄧茂 (邓茂) Dèng Mào {เติ้งเม่า}<อุดมสมบูรณ์,โอ่อ่า,หรูหรา> หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} เตงเมาไม่มีตัวตนจริง
ตั๋งโต๊ะ 董卓 Dǒng Zhuó {ต่งจั๋ว}<โดดเด่น> ชื่อทางการคือ 仲穎 Zhòng Yǐng {จ้งหยิ่ง}<ลูกคนที่สอง><พรสวรรค์,โดดเด่น,ฉลาด> เกิดในปี 138/681 ที่อำเภอลิมโหย่{หลินเถา}เมืองหลงซี{ล่งซี}[ข-27.1] มณฑลเหลียงจิ๋ว{เหลียงโจว}[ข-27] แซ่เดียวกับตังไทฮอ{ต่งไท่โฮ่ว}[2] ที่เป็นไทเฮาผู้สำเร็จราชการแผ่นดินของพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] แต่ไม่ได้เกี่ยวเนื่องเป็นสายญาติกัน มีบันทึกว่าบิดาของตั๋งโต๊ะนั้นเป็นขุนนางทหารระดับล่างที่เมืองเองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4] ช่วงวัยรุ่นตั๋งโต๊ะมีประวัติเป็นนักเลงยุทธได้เดินทางไปทั่วดินแดนเผ่าเกี๋ยง{เชียงจู๋}[ช] ทางภาคตะวันตกและตะวันตกเฉียงเหนือของประเทศและคบหาผู้กล้ามากมาย มีความสามารถในศิลปการต่อสู้ที่หาตัวจับยาก สามารถสะพายแล่งกระบอกธนูสองกระบอกพร้อมกันและยิงจากหลังม้าได้อย่างแม่นยำ ครั้งหนึ่งเมื่อตั๋งโต๊ะกลับบ้าน หัวหน้าเผ่าบางคนเดินทางมาราชธานีจึงแวะมาเยี่ยม ตั๋งโต๊ะเชื้อเชิญให้พักค้างด้วยอย่างแข็งขัน พร้อมทั้งฆ่าวัวชั้นดีของตนเลี้ยงดู หัวหน้าเผ่าเหล่านั้นพากันซาบซึ้งใจ เมื่อกลับไปถิ่นของตนก็ส่งแกะนับพันตัวมาให้
มีการกล่าวถึงตั๋งโต๊ะในประวัติศาสตร์เป็นครั้งแรกเมื่ออายุ 29 ปี ในเดือนพฤศจิกายน ปี 167/710 ว่าติดตามแม่ทัพ{จางห้วน}[ห] ไปปราบเผ่าเกี๋ยง{เชียงจู๋}[ช] แห่ง 先零 Xiān Líng {เซียนหลิง} ที่เข้ามาปล้นสามหัวเมืองชั้นใน การรบครั้งนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี สามารถตัดศีรษะของหัวหน้ากบฎและสังหารเหล่ากบฎได้เป็นหมื่นคน ตั๋งโต๊ะจึงได้รับการคัดเลือกเข้าเป็นบัณฑิตวังหลวง[ก-14] เพื่อบรรจุในตำแหน่งที่สูงขึ้นต่อไป (ในลักษณะเดียวกับซุนเกี๋ยน{ซุนเจียน}[1]) พร้อมทั้งได้รับรางวัลเป็นผ้าไหม 9,000 พับ แต่ตั๋งโต๊ะก็แจกจ่ายให้กับทหารของตนจนหมดสิ้น ต่อมาได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพแห่งสำนักพระราชวังกรมขวา{จงหลางเจียง}[ก-11.1] พอถึงเดือนสิงหาคม ปี 184/727 ถูกมอบหมายให้ไปปราบโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}ที่อำเภอจงก๋ง{ก่วงจง} เมืองกิลกกุ๋น{จู้ลู่}[ข-26.2] แทนโลติด{หลูจื๋อ}[1] ที่ถูกขันทีจูฮง{จั่วเฟิง}[1] ใส่ร้าย แต่พอถึงเดือนกันยายน โจมตีเตียวก๊ก{จางเจี่ยว}[1] ไม่สำเร็จ จึงถูกราชสำนักตำหนิและเรียกตัวกลับมาเป็นแม่ทัพแห่งสำนักพระราชวังกรมขวาดังเดิม [1-1] จะเห็นได้ว่าช่วงปี 167/710 ถึงปี 184/727 นี้ตั๋งโต๊ะรับราชการอยู่ในพระราชวังหลวงตลอด 17 ปี จนอายุเข้าวัยกลางคน 46 ปี จึงไม่น่าแปลกใจที่ตั๋งโต๊ะเข้าใจสถานการ์ณในราชสำนักเป็นอย่างดี แต่นิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] ทำให้เข้าใจว่าตั๋งโต๊ะเป็นแม่ทัพบ้านนอกที่ไม่รู้เรื่องราวในราชธานีใดๆ อาศัยว่ามีกองทัพและจังหวะที่ดีฉวยโอกาสเข้ากุมอำนาจแผ่นดิน
อีกหนึ่งปีต่อมา เดือนกันยายน ปี 185/728 ตั๋งโต๊ะได้รับการแต่งตั้งเป็นแม่ทัพจับเชลยศึก{โพ้หลู่เจียงจุน}[ก-15] ภายใต้บังคับบัญชาของเตียวอุ๋น{จางเหวิน}[1] ไปปราบ{เป่ยกงโป๋ยู่}[8] และกบฎแห่งมณฑลหลียงจิ๋ว แทนฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] ที่ถูกเรียกตัวกลับ ในเดือนธันวาคมตั๋งโต๊ะและ{เป้าหง}[1] ก็สามารถโจมตีเปียนเตียว{เปียนจาง}[8] และหันซุย{หันสุย}[8] ที่อำเภอเม่อเอี๋ยง{เหม่ยหยาง}[ข-5.3] ได้สำเร็จ จนฝ่ายกบฎต้องถอยไปถึงเมืองกิมเสีย{จิ้นเฉิง}[ข-27.11] เตียวอุ๋นส่งตั๋งโต๊ะนำทัพสามหมื่นคนเข้าโจมตีกองกำลังของกบฎเมืองปักเต้{เป่ยตี๋}[ข-27.7] แต่ครั้งนี้ตั๋งโต๊ะถูกข้าศึกปิดล้อมที่ตอนเหนือของอำเภอ{ว่างหยวน}เมืองฮันต๋ง{ฮั่นจง}[ข-20.7] จนเสบียงอาหารร่อยหรอ ใกล้ๆ ที่ตั้งค่ายของตั๋งโต๊ะมีแม่น้ำสายหนึ่งที่มีน้ำตื้นจนสามารถเดินข้ามได้อยู่ช่วงหนึ่ง ตั๋งโต๊ะจึงสร้างเขื่อนกั้นลำน้ำไว้เหมือนว่าจะใช้จับปลามาเป็นอาหาร แต่กลับลอบนำทัพไปยังอีกฝั่งของแม่น้ำ เมื่อศัตรูยกทัพใกล้เข้ามาแม่น้ำที่ไม่มีน้ำก็ลึกเกินว่าที่จะข้ามได้ ตั๋งโต๊ะจึงถอยทัพกลับมายัง{โย่วฝู่เฟิง}[ข-5] ได้อย่างปลอดภัย [8-2]
พอถึงเดือนธันวาคม ปี 188/731 ตั๋งโต๊ะก็ได้รับตำแหน่งแม่ทัพหน้า นำทัพไปช่วยฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] ปราบกบฎเหลียงจิ๋วอีก แต่ครั้งนี้มี{หวังกั๋ว}[8] เป็นหัวหน้า ตั๋งโต๊ะไม่เห็นด้วยกับแผนการรบของฮองฮูสง ฮองฮูสงจึงเข้าทำการรบกับโจรกบฏเองหลายครั้ง ได้ชัยชนะทุกครั้ง สังหารโจรกบฏมากกว่าหนึ่งหมื่นคน [8-2] ตั๋งโต๊ะรู้สึกอับอายและเจ็บแค้นมาก จึงเริ่มกินแหนงแคลงใจกับฮองฮูสงตั้งแต่นั้นมา
จากผลงานการปราบกบฎหลายครั้งนั้น ตั๋งโต๊ะได้รับการโปรดเกล้าฯ เลื่อนตำแหน่งเป็นรัฐมนตรีกระทรวงมหาดเล็ก{เส่าฟู่}[ก-11.3] แต่ตั๋งโต๊ะปฏิเสธพระบรมราชโองการ เพราะรู้ทันว่าราชสำนักต้องการเวณคืนกองทัพหลังสงครามจบแล้ว อ้างว่าเหล่านายทหารในอำเภอ{หวงจง}[ข-27.1] และชนเผ่าต่างๆ ยึดรถเสบียงสัมภาระไว้ ทำให้ไม่สามารถเข้ามาราชธานีได้ ทั้งยังต้องการควบคุมสถานการณ์ชายแดนอยู่ ราชสำนักก็ไม่ได้ทำสิ่งใดต่อการเพิกเฉยราชโองการของตั๋งโต๊ะ แล้วฮ่องเต้ก็ทรงพระประชวรป่วยหนัก และมีราชโองการแต่งตั้งให้ตั๋งโต๊ะเป็นผู้ปกครองมณฑลเป๊งจิ๋ว{ปิ้งโจว}[ข-25] และให้มอบทหารในสังกัดให้แก่ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] ตั๋งโต๊ะก็ไม่ยอมปล่อยอำนาจทหารที่ตนเองถืออยู่ ขอนำกองทัพไปมณฑลเป๊งจิ๋ว{ปิ้งโจว}[ข-25] ด้วยเพื่อช่วยป้องกันชายแดน แต่ก็ไม่ได้ไปจริง [3-2]
ฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] ที่เป็นหัวหน้าโดยตรงในเวลานั้นก็ไม่ได้ทำอะไร เพียงแต่ส่งรายงานไปราชสำนักเท่านั้น ราชสำนักออกประกาศประณามตั๋งโต๊ะ แต่ตั๋งโต๊ะก็ยังไม่ใส่ใจ และยังตั้งค่ายอยู่ที่โฮต๋อง{เหอตง}[ข-8] รอดูสถานการณ์ ตั๋งโต๊ะไม่เคยเป็นฮ่องโต๋งทายสิว 河東太守 Hé Dōng Tài Shǒu {เหอตงไท่โซ่ว} คือเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] ฮ่องโต๋ง{เหอตง}[ข-8] ตามในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1]
ต่อมาเดือนกันยายน ปี 189/732โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] เรียกตั๋งโต๊ะให้นำทัพเข้ามาในราชธานีเพื่อข่มขู่ขันที ตั๋งโต๊ะเดินทัพมาถึงอำเภอลุดคี{เมี่ยนฉือ}[ข-9.2] โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] เริ่มกังวล จึงส่งตงเซียว{จ้งเซ่า}[8] ไปยับยั้งให้ตั๋งโต๊ะหยุดทัพไว้ แต่ตั๋งโต๊ะปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งกลับนำทัพไปตั้งที่อำเภอ{ซีหยาง} เมืองโห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10.8] เมื่อโอกาสมาถึง จึงเดินทางไปรับเสด็จฮ่องเต้ที่เนินเขาปักคูสาน{เป่ยหมางซาน}[ฉ] หลังจากที่ฮ่องเต้ถูกขันทีลักพาตัวไป [3-1] เมื่อตั๋งโต๊ะควบคุมสถานการณ์ในราชธานีได้อย่างเบ็ดเสร็จก็เริ่มทำการเบียดเบียนแผ่นดินตามรายละเอียดในฉากที่ 3 ถึง 5
ตั๋งโต๊ะถูกลิโป้ นายทหารคนสนิทของตนเองที่ร่วมมือกับอ้องอุ้น{หวังหยุน}[3] ลอบสังหาร [7-1] ในวันที่ 22 พฤษภาคม ปี 192/735 เมื่ออายุ 54 ปี รวมเวลาที่ได้ครองอำนาจก่อกรรมทำเข็ญ 3 ปี
เทียอ้วนจี้ 程遠志 (程远志) Chéng Yuǎn Zhì {เฉิงหย่วนจื้อ}<ทะเยอทะยาน,ความคิดฝัน>หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ไม่มีตัวตนจริง
{เป้าหง} 鮑鴻 (鲍鸿) Bào Hóng {เป้าหง}<ใหญ่,ยิ่งใหญ่> ชาวเมือง{โย่วฝู่เฟิง}[ข-5] ขุนพลทหารม้ารักษาการณ์ประจำกองพลเหนือ{เป่ยจุน}[ก-15] เคยเข้าร่วมปราบกบฏมณฑลเหลียงจิ๋ว{เหลียงโจว}[ข-27] ในปี 185/728 ขุนพลคนหนึ่งของแปดกองพันแห่งสวนตะวันตก{ซีหยวน} [1-3]
โปสิด 卜巳 Bǔ Sì {ปู่ซื่อ}<ปีมะเส็ง> หัวหน้ากองโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ต่อสู้กับฮองฮูสงที่อำเภอซองเต๋ง{ชังถิง} เมืองตองกุ๋น{ตงจุ้น}[ข-19.1]
ไป่ซัว 波才 Bō Cái {โปไฉ}<เชี่ยวชาญ,สามารถ> หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่เองฉวน{หยิ่งชวน}[ข-22.4]
{เฝิงฟาง} 馮方 (冯方) Féng Fāng {เฝิงฟาง}<ตั้งตรง,ซื่อสัตย์> ขุนพลคนหนึ่งของแปดกองพันแห่งสวนตะวันตก{ซีหยวน} [1-3] เป็นบุตรบุญธรรมของขันทีเทาเจียด{เฉาเจี๋ย}[ห-สิบขันที] เช่นเดียวกับขันทีโจเท้ง{เฉาเถิง}[1] {เฝิงฟาง}เป็นพ่อตาของอ้วนสุด{หยวนซู่}[4] เคยดำรงตำแหน่งเป็นราชเลขาธิการ{ซ่างซูลิ่ง}[ก-11.3] นายพันเอกผู้อำนวยการมณฑลราชธานี{ซือลี่เสี้ยวเว่ย[ข-1] และรัฐมนตรีกระทรวงการคลัง{ต้าซือหนง}[ก-23.3]
{พานมี่} 潘秘 Pān Mì {พานมี่}<ความลับ> ชาวอำเภอ{ฮั่นโซ่ว}เมืองบุเหลง{อู่หลิง}[ข-21.2] บุตรของพัวโยย{พานจุ้น}[59] แต่งงานกับบุตรสาวคนหนึ่งของซุนเกี๋ยง{ซุนเจียน}[1] ที่เกิดกับนางตันฮูหยิน{เฉินฟูเหริน}[1]
แพโต๋ 彭脫 (彭脱) Péng Tuō {เผิงทัว}<กำจัด,ถอด,หลบหนี> หัวหน้าโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่อำเภอ{ซีหัว}[ข-22.1]
ม้าอ้วนยี่ 馬元義 (马元义) Mǎ Yuán Yì {หม่าหยวนอี้}<เบื้องต้น,แรก><ความเที่ยงธรรม,ความถูกต้อง> ผู้นำหน่วยโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ใหญ่ที่สุดในราชธานี
{เริ่นอัน} 任安 Rèn Ān {เริ่นอัน}<ปลอดภัย,สันติสุข> ชื่อทางการ 定祖 Dìng Zǔ {ติ้งจู่}<ตัดสินใจ,ก่อตั้ง,แก้ไข><บรรพบุรุษ> ชาวอำเภอ{เหมี่ยนจู๋} เมืองก๋งฮาน{ก่วงฮั่น} มณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20.3] เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยหลวง{ไท่แสว์}[ห] ด้วยกันกับตังฮก{ต่งฝู}[1] ต่อมาเดินทางติดตามไปทำงานกับเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ที่มณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] เป็นไปได้หรือไม่ว่าข้อมูลที่ตังฮกเสนอให้เล่าเอี๋ยนขอพระราชทานย้ายไปมณฑลเอ็กจิ๋วจะมาจาก{เริ่นอัน}ที่มีภูมิลำเนาอยู่ที่นั้นอยู่แล้ว
{เริ่นฉี} 任岐 Rèn Qí {เริ่นฉี}<สูงชัน,ลู่ออก> เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] {เจียนเว่ย}[ข-20.11] ที่ระดมกองทัพในมณฑลเอ็กจิ๋วเพื่อปราบปรามการแข็งเมืองของเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] แต่ไม่สำเร็จจึงถูกเล่าเอี๋ยนสังหาร
เล่าปี่ 劉備 (刘备) Liú Bèi {หลิวเป้ย}<จัดเตรียม,มีให้> ชื่อทางการ เหี้ยนเต๊ก 玄德 Xuán Dé {สวนเต๋อ}<ลึกล้ำ><คุณธรรม>เล่าปี่เกิดปี 161/704 ที่หมู่บ้านเล่าซองฉุน 樓桑村 (楼桑村) Lóu Sāng Cūn {โหลวซางชุน}<บ้านที่มีหลายชั้น,หอ><ต้นหม่อน><หมู่บ้าน> ในเมืองตุ้นก้วน{จัว}มณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24.1] ปู่ชื่อเล่าเอง{หลิวสอง} พ่อชื่อเล่าเหง{หลิวหง} ทั้งคู่รับราชการเป็นเสมียนที่บ้านเกิด พ่อเสียชีวิตตั้งแต่เล่าปี่ยังเด็กจึงยังชีพอยู่ด้วยการสานเสื่อและถักรองเท้าหญ้าขาย แซ่เล่าเป็นแซ่ของฮ่องเต้ราชวงศ์ฮั่น{ฮั่นฉาว}[ง-8] เล่าปี่สืบเชื้อสายมาจากอ๋องแห่งรัฐตงสัน{จงซานจิ้งหวัง} [18-1] รัฐตงสัน{จงซาน}[ข-26.5]อยู่ติดกับเมืองตุ้นก้วนทางตะวันตกเฉียงใต้นั้นเอง
ภาพที่ 1-8 แสดงการเข้าร่วมปราบโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} ของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] และพี่น้องตามที่บรรยายในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] ซึ่งเวลาส่วนใหญ่น่าจะหมดไปกับการเดินทาง
นิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เล่าว่าหมอดูทุกคนที่ผ่านมาเห็นต้นหม่อน 桑 Sāng {ซาง}<ต้นหม่อน - mulberry> ที่หน้าบ้านมีรูปทรงเหมือนเศวตฉัตรของฮ่องเต้ จึงทำนายว่าคนในบ้านนี้จะมีผู้มีวาสนาบังเกิดขึ้น ในวัยเด็ก อาคนหนึ่งชื่อ{หลิวจึซ์จิ้ง}[1] กล่าวว่าความทะเยอทะยานของเล่าปี่จะนำความหายนะมาสู่ตระกูล แต่อาของเล่าปี่อีกคนหนึ่งชื่อเล่าอ้วนกี{หลิวหยวนฉี่}[1] ให้การอุปการะ ดูแลส่งเสียให้เล่าเรียนตั้งแต่อายุสิบห้าถึงยี่สิบห้าปี ในนิยายฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) แปลว่าโลติด{หลูจื๋อ}[1] เล่าปี่และกองซุนจ้าน{กงซุนจ้าน}[2] เป็นเพื่อนร่วมอาจารย์เต้เหี้ยน{เจิ้งสวน}[1] เดียวกัน นิยายสามก๊กฉบับวณิพกของยาขอบแปลว่าทั้งเต้เหี้ยนและโลติดเป็นอาจารย์ของเล่าปี่และกองซุนจ้าน ยาขอบยังเพิ่มสีสรรเข้าไปอีกว่าเต้เหี้ยนสอนบุ๋นและโลติดสอนบู๊ ทั้งหมดนี้ดูซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างไรไม่ทราบ ที่น่าสงสัยคือถ้าเล่าปี่ได้เรียนกับเต้เหี้ยนหรือโลติดซึ่งเป็นศาสตราจารย์ระดับชาติ แล้วยังไปนั่งสานเสื่อและถักรองเท้าขายก็ดูจะเป็นคนไม่เอาถ่านเสียเลย ในประวัติศาสตร์ ข้อเท็จจริงคือโลติดเป็นอาจารย์ของเล่าปี่และกองซุนจ้าน โลติดนั้นเป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงชาวตุ้นก้วน{จัว} ที่เปิดโรงเรียนสอนหนังสือ โลติดและเต้เหี้ยนมีอาจารย์เดียวกันคือ{หม่าหร่ง}[1] การที่เล่าปี่ได้เรียนหนังสือกับโลติดแสดงว่าฐานะทางการเงินของเล่าปี่ไม่ได้เลวร้ายสุดๆ หรือเล่าอ้วนกียอมจ่ายเงินส่งเสริมหลาน
ในช่วงวัยรุ่นเล่าปี่เป็นคนที่ไม่ชอบเรียนหนังสือ ชอบล่าสัตว์ ดนตรีและเสื้อผ้าสวยงาม แต่เพราะมีบุคลิกที่พูดน้อย สงบเสงี่ยม เป็นกันเองและเอื้อเฟื้อกับมิตรสหาย เล่าปี่จึงเป็นที่รักของคนทั่วไป กล่าวกันว่าเล่าปี่มีแขนยาวและติ่งหูยาวซึ่งเป็นลักษณะของผู้มีบุญและเฉลียวฉลาด ในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เสริมเติมแต่งมากขึ้นถึงกับกล่าวว่าเล่าปี่สูงห้าศอกเศษ มือยาวถึงเข่า ติ่งหูยาวถึงบ่า หน้าขาวดังสีหยก ฝีปากแดงดังชาดแต้ม และหางตายาวจนมองเห็นหูตัวเองได้ ฟังแล้วดูพิสดารเกินเหตุ เรื่องหูใหญ่ของเล่าปี่ดูเหมือนจะมีมูล เพราะมีบันทึกในประวัติศาสตร์ว่าลิโป้{หลู่ปู้}[3] ด่าเล่าปี่ว่าไอ้หูโต
ในประวัติศาสตร์บันทึกว่าเล่าปี่สูงถึงเจ็ดเชียะครึ่งหรือ 1.73 เมตร ซึ่งถือว่าสูงกว่าปกติของชายชาวฮั่นที่นักประวัติศาสตร์เชื่อว่ามีความสูงเฉลี่ยที่ 161 เซนติเมตร หากสังเกตุดูจะเห็นว่าในปัจจุบันคนจีนภาคเหนือที่อยู่เหนือเมืองปักกิ่งขึ้นไป ก็จะมีความสูงโดยเฉลี่ยมากกว่าคนภาคใต้แถบกวางตุ้งและฮองกงอยู่มากทีเดียว
ภาพที่ 1-9 แสดงความก้าวหน้าของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] จากนายอำเภอ{ลิ่ง}[ข-16] อันห้อก้วน{อันสี่}[ข-26.5] ไปเป็นเสนาบดีรัฐ{เซียง}[ข-15] เพงงวนก๋วน{ผิงหยวน}[ข-18.4] ตามนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1]
ในนิยามสามก๊กฉบับญี่ปุ่นบอกว่าเล่าปี่เป็นพ่อค้าเร่ เมื่อเก็บสะสมเงินได้พอควรจึงไปซื้อชาจากพ่อค้าที่ล่องเรือมาจากลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] เพื่อนำไปชงให้แม่ดื่ม มีสามประเด็นตรงนี้คือ เล่าปี่ถูกทำให้ดูเป็นคนดีมีความกตัญญู แต่ถ้าเล่าปี่จะซื้อของจากเรือที่ล่องมาจากราชธานีลกเอี๋ยงจริงคงต้องเดินทางลงใต้ไปเป็นร้อยกิโลกว่าจะถึงแม่น้ำฮวงโหหรือแม้แต่แขนงของแม่น้ำฮวงโห สุดท้ายเป็นความจริงที่ว่าชาจีนยังไม่นิยมดื่มกันจริงๆ ในสมัยฮั่นคนส่วนใหญ่ยังไม่รู้จักไม่เคยดื่ม หายากและมีราคาแพงมาก ในภาพยนตร์ของฮ่องกงเรื่องศึกผาแดงเซ็กเพ็ก{ชื่อปี้}[ฉ] กำกับโดยจอห์นหวู มีฉากให้เสียวเกี้ยว{เสี่ยวเฉียว}[26] ภรรยาจิวยี่{โจวหยู}[13] เป็นผู้ที่ชงชาเก่งนั้น จึงเป็นการแสดงให้เห็นว่าต้องเป็นชนชั้นสูงจริงๆ จึงจะมีโอกาสได้ลิ้มรส
ในวัยต่อมานิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] สร้างให้บุคลิกของเล่าปี่เป็นผู้พนมมือแก่ชนทุกชั้นตามสำนวนของยาขอบ เมื่อเตียวหุย{จางเฟย}[1] เมาสุราทำร้ายขุนนางจนถูกจับขังคุกรอการประหาร ถึงแม้เป็นแค่คนรู้จักเล่าปี่ก็ไปขอร้องกองซุนจ้าน{กงซุนจ้าน}[2] ซึ่งเป็นผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] อิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24.2] ในขณะนั้น แต่กองซุนจ้านบอกว่าจะช่วยได้ถ้าเจ้าทุกข์ไม่เอาความ เล่าปี่จึงไปขอเงินจากเล่าอ้วนกีไปชดเชยให้เจ้าทุกข์ เตียวหุยจึงรอดมาได้และนับถือเล่าปี่อย่างสูงตลอดมา เมื่อคราวกวนอู{กวนอยู่}[1] และเตียวหุยวิวาทกัน เล่าปี่บอกให้เตียวหุยขอโทษ แต่เตียวหุยไม่ยอม เล่าปี่จึงขอโทษแทน กวนอูจึงยอมเกรงใจและกล่าวว่าเป็นความผิดของตนเองและขอโทษเตียวหุย การวิวาทจึงกลายมาเป็นการผูกมิตรเพราะการไม่มีทิษฐิมานะของเล่าปี่
ในภายหลังเล่าปี่ประสบความสำเร็จระดับหนึ่งจึงปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นฮ่องเต้แห่งจ๊กก๊ก หนึ่งในสามก๊กหลังยุคราชวงศ์ฮั่นล่มสลาย มีพระนามว่าพระเจ้า 昭烈 Zhāo Liè {เจาเลี่ย}<กระจ่าง,ส่องสว่าง,ปรากฎ><กระตือรือล้น,คึกคัก,ดุดัน> และเสด็จสวรรคตในปี 223/766 เมื่ออายุได้ 62 ปี ก่อนที่จะสามารถรวบรวมแผ่นดินได้สำเร็จ ดูเพิ่มเติมเรื่องภรรยาและบุตรของเล่าปี่ [12-5]
ปัจจุบันในเมืองเซงโต๋{เฉิงตู} มณฑลเสฉวน{ซื่อชวน}[ญ-13] เล่าปี่ได้รับการยกย่องให้เป็นเทพผู้พิทักษ์แห่งช่างรองเท้า ซึ่งน่าประหลาดใจมากที่เมืองเซงโต๋นี้ได้ชื่อว่าเป็น “เมืองแห่งรองเท้า”เพราะเป็นแหล่งผลิตรองเท้าที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจีน มีการผลิตมากถึงปีละ 80 ล้านคู่ต่อปีและมียอด ขายถึงปีละห้าพันล้านหยวน หรือสองหมื่นห้าพันล้านบาท กล่าวกันว่าในปี 1845/2388 สมัยจักรพรรดิเต้ากวงของราชวงศ์เช็ง{ชิง} ช่างรองเท้าร่วมใจกันสร้างศาลเจ้าสามคุณธรรม 三義廟 (三义庙) Sān Yì Miào {ซานอี้เหมี่ยว} ให้เป็นเกียรติแก่เล่าปี่ ปัจจุบันอยู่ที่เขต 武侯區 (武侯 区) Wǔ Hóu {อู่โหว} ในเมืองเซงโต๋ เนื่องจากประเทศจีนปัจจุบันกลายเป็นทุนนิยมมากขึ้นผ่อนผันเรื่องศาสนาและความเชื่อต่างๆ มากขึ้น ในปี 2005/2548 จึงมีการแห่ศาลเจ้าเล่าปี่เป็นครั้งแรกหลังจากที่ประเทศกลายเป็นระบบสาธารณรัฐมา หนังสือพิมพ์จีนชื่อข่าวภาคค่ำแยงซี 揚子晚報 (扬子晚报) Yáng Zǐ Wǎn Bào {หยางจึซ์หวั่นเป้า} (Yangtse Evening News) วิจารณ์ว่าเป็นการสร้างเรื่องใช้เล่าปี่เพื่อหวังผลทางธุรกิจของพ่อค้าเหล่านี้เท่านั้น เล่าปี่ไม่ใช่เป็นคนประดิษฐ์รองเท้าคนแรกเพราะ 於則 (于则) Yú Zé {หยูเจ๋อ} ในสมัยจักรพรรดิเหลืองเป็นคนประดิษฐ์ครั้งแรกจากไม้เนื้ออ่อน อย่างไรก็ตามช่างรองเท้าเหล่านี้ก็ได้สร้างอนุสาวรีย์เล่าปี่ขึ้นไว้หน้าศูนย์กลางนิคมอุตสาหกรรมรองเท้าแห่งจีนตะวันตก
เล่าสง 蘇雙 (苏双) Sū Shuāng {ซูซวง}<คู่> พ่อค้าม้าจากรัฐตงสัน{จงซาน}[ข-26.5] มณฑลกิจิ๋ว{จี้โจว}[ข-26] ที่เดินทางไปค้าขายไม่ได้เพราะมีโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} อาละวาดอยู่ระหว่างทาง จึงให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่เล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ในการสร้างกองทัพ ไม่มีตัวตนจริง
เล่าอ้วนกี 劉元起 (刘元起) Liú Yuán Qǐ {หลิวหยวนฉี่}<ก่อน,ปฐม><จัดตั้ง,เริ่ม> อาของเล่าปี่ {หลิวเป้ย}[1] ที่ให้การอุปการะในวัยเด็ก
เล่าเอี๋ยน หรือเล่าเอียน หรือเล่าเอียง 劉焉 (刘焉) Liú Yān {หลิวเยียน}<ทีไหน,อย่างไร> ชื่อทางการ 君郎 Jūn Láng {จุนหลาง}<ปกครอง,เจ้านาย><ข้าราชการ,ทางการ> ในประวัติศาสตร์มีรายละเอียดและสีสันของเล่าเอี๋ยนมากกว่าในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เล่าเอี๋ยนเป็นเชื้อพระวงศ์ที่สืบสายมาจากหลังจงฮอง 魯恭王 (鲁 恭王) Lǔ Gōng Wáng {หลู่กงหวัง}<รัฐหลู่><น่าเคารพ><กษัตริย์,เจ้าชาย> หรืออ๋อง{กง} แห่งรัฐ{หลู่} ราชบุตรองค์ที่ห้าในพระเจ้าเกงเต้{จิ้งตี้} รัชกาลที่ 5 ของฮั่นตอนต้น บ้านเกิดอยู่ที่อำเภอ{จิงหลิง} เมืองกังแฮ{เจียงเซี้ย}[ข-21.6] สายตระกูลนี้มีอำนาจมาโดยตลอดและตัวเองก็เป็นผู้มีความสามารถสูงจึงไต่เต้าขึ้นมาอย่างรวดเร็วจนเป็นรัฐมนตรีกระทรวงพระราชพิธี{ไท่ฉาง}[ก-11.1] ต่อมาเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] ขอพระราชทานย้ายตัวเองไปเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่} [ข-13] เอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] เพื่อหลีกเลี่ยงความปั่นป่วนในราชสำนัก และเพื่อใช้เป็นฐานในการสร้างฐานอำนาจเพื่อครองแผ่นดินเมื่อมีโอกาศหลังเกิดการล่มสลายของราชวงศ์ฮั่น ตังฮก{ต่งฝู}[1] และ{เจ้าเหว่ย}[1] อธิบดีกรมคลังเสบียงก็ขอติดตามไปด้วย
ในเดือนมีนาคม ปี 188/731 เมื่อเล่าเอี๋ยนเดินทางมาถึงมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ก็ทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง กำจัดสิบครอบครัวอิทธิพลในพื้นที่ ยึดกองทัพมาเป็นของตน และขยายอิทธิพลออกไปอย่างกว้างขวาง ต่อมาในปี 194/737 เล่าเอี๋ยนร่วมมือกับหันซุย{หันสุย}[8] และม้าเท้ง{หม่าเถิง}[4]ยกทัพเขาตีเมืองเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] ที่ลิฉุย{หลี่จุ๋ย}[3]กุยกี{กัวซื่อ}[3] กุมอำนาจต่อจากตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] แต่ไม่สำเร็จ เลาเฉีย{หลิวฟ่าน}[8] และเล่าตัด{หลิวต้าน}[8] บุตรชายทั้งสองที่รับราชการเป็นไส้ศึกภายอยู่ในเมืองถูกจับและถูกทรมานจนเสียชีวิต ต่อมาจวนในอำเภอ{เหมี่ยนจู๋} เมืองก๋งฮาน{ก่วงฮั่น}[ข-20.3] ถูกฟ้าผ่าเสียหายหมดเลยย้ายเมืองเอกไปอยู่ที่อำเภอเซงโต๋{เฉิงตู}เมืองจ๊ก{สู่}[ข-20.1] เมื่อเล่ามอ{หลิวเม่า}[62] นายพันตรีแห่งกองพันพิเศษบุตรชายอีกคนป่วยตาย เล่าเอี๋ยนก็ตรอมใจ ป่วยเป็นโรคเกี่ยวกับแผลหนองอักเสบบนหลังจนตายในปีเดียวกัน เล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] จึงปกครองมณฑลเอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ต่อมา
เล่าเอี๋ยนไม่เคยปกครองมณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] อย่างที่เขียนในนิยายสามก๊ก{ซานกั๋วเหยี่ยนอี้}[ค-1] เชื่อว่าผู้แต่งต้องการโยงเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] เข้ากับเล่าเจี้ยง{หลิวจาง}[45] โดยสร้างให้เล่าเอี๋ยนเป็นผู้แนะนำ
เล่าอุย 劉衛 (刘卫) Liú Wèi {หลิวเว่ย}<ปกป้อง,คุ้มครอง> เจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] {ก่วงหยาง}[ข-24.2] ที่ถูกโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] สังหาร
โลติด 盧植 (卢植) Lú Zhí {หลูจื๋อ}<ปลูกพืช> ชื่อทางการ 子幹 (子干) Zǐ Gàn {จึซ์ก้าน}<ท่าน, สุภาพบุรุษ><ลำต้น,ส่วนสำคัญ,สามารถ,บริหารจัดการ>เป็นบัณฑิตที่มีชื่อเสียงชาวตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] บ้านเดียวกับเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1] ในประวัติศาสตร์กล่าวว่าเป็นอาจารย์ของเล่าปี่และกองซุนจ้าน{กงซุนจ้าน}[2] ก่อนจะไปเป็นแม่ทัพปราบโจรกบฏโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ไม่ใช่เพื่อนร่วมชั้นเรียนตามฉบับเจ้าพระยาพระคลัง (หน) โลติดเคยเป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] กิวกั๋ง{จิ่วเจียง}[ข-17.2] และเจ้าเมืองโลกั๋ง{หลูเจียง}[ข-17.5] เป็นผู้มีบทบาทที่สำคัญคนหนึ่งที่ทำให้การปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองประสบผลสำเร็จ แม้ว่าจะถูกขันทีจูฮง{จั่วเฟิง} ใส่ร้ายว่ามิได้ทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลืองอย่างจริงจัง และถูกจับใส่รถขังส่งตัวกลับราชธานีและถูกพิพากษาให้ประหารชีวิต แต่ภายหลังก็รอดคดีได้แต่ไม่ทราบว่าอย่างไรอาจจะเนื่องจากฮองฮูสง{หวงฟู่ซง}[1] เป็นคนแก้ตัวต่อฮ่องเต้ให้
ต่อมาโลติดได้รับตำแหน่งเป็นสมุหอาลักษณ์{ซ่างซูลิ่ง}[ก-11.3] สังกัดกระทรวงมหาดเล็ก[ก-23.3]มีส่วนสำคัญในการยับยั้งไม่ให้โฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] เรียกตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] เข้าราชธานี แต่ไม่ได้ผล โลติดยังเป็นคนหนึ่งที่ถืออาวุธบุกเข้าเขตพระราชฐานเพื่อสังหารสิบขันทีและมีโอกาสช่วยให้พระนางโฮเฮา{เหอหวงโฮ่ว}[2] รอดจากการถูกขันทีจับกุมเป็นตัวประกัน เมื่อขันทีเตียวเหยียง{จางร่าง}[ห-สิบขันที] และพวกจับฮ่องเต้ไปเป็นตัวประกันหลบหนีออกจากพระราชฐาน ก็มีแต่โลติดและบินของ{หมิ่นก้ง}[3] สองคนเท่านั้นที่ติดตามไปอย่างกระชั้นชิดจนถึงริมแม่น้ำฮองโห{หวงเหอ}[ฉ] ต่อมาโลติดก็เป็นผู้ที่กล้าทักท้วงการปลดพระเจ้า{เส่าตี้} หรือหองจูเปียน{หวังจึซ์เปี้ยน}[2] ของตั๋งโต๊ะเพียงคนเดียวหลังจากที่อ้วนเสี้ยว{หยวนเซ่า}[2] โต้แย้งอย่างรุนแรงจนต้องหลบหนีภัยไปก่อนหน้านี้แล้ว ตั๋งโต๊ะโกรธมากแต่ซัวหยง{ไช่ยง}[ห] วิงวอนขอชีวิต ตั๋งโต๊ะจึงปลดโลติดออกจากตำแหน่ง โลติดหนีไปเมือง{ซ่างกู่}[ข-24.5]มณฑลอิวจิ๋ว{โยวโจว}[ข-24] และเก็บตัวสันโดษอยู่ที่นั่นจนเสียชีวิตในปี 192/735 มีบุตรชายชื่อ{หลูยู่}[1]เข้ารับราชการเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาการออกกฎหมายให้วุยก๊กของโจโฉ{เฉาเชา}[1] จนต่อมาได้เป็นถึงชั้นองคมนตรี บุตรชายอีกสองคนของโลติดคือ Lu Qin และ Lu Ting
ลำแจ้ง 嚴政 (严政) Yán Zhèng {เหยียนเจิ้ง}<การเมือง,การปกครอง> หัวหน้าพวกโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} ที่ลอบสังหารเตียวโป้{จางเป่า}[1] แล้วตัดศีรษะทิ้งค่ายมายอมแพ้เล่าปี่ ไม่มีตัวตนจริง
สิบเกง 龔景 (龚景) Gōng Jǐng {กงจิ่ง}<โชค,โอกาส> ผู้ตรวจราชการมณฑล{ซื่อสื่อ}[ข-12] เฉงจิ๋ว{ชิงโจว}[ข-18] ไม่มีตัวตนจริง
{หงจึซ์} 弘咨 Hóng Zī {หงจึซ์}<ปรึกษา> ชาวอำเภอขยกโอ๋{ชูอา} เมืองง่อ{อู๋}[ข-17.3] บุตรเขยคนหนึ่งของซุนเกี๋ยง{ซุนเจียน}[1] น่าจะเป็นขุนนางระดับเล็ก ไม่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์แต่อย่างใด
โหเง้า หรือโหหยอง 何顒 (何颙) Hé Yóng {เหอหยง}<ยิ่งใหญ่,ผ่าเผย,น่าเกรงขาม,ยุติธรรม> ชาวเมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1]มณฑลเกงจิ๋ว{จิงโจว}[ข-21] เป็นหนึ่งในกลุ่มบัณฑิตหัวรุนแรง{ตั่งเหริน}[ห] ที่เข้าร่วมประท้วงขันทีต่อพระเจ้าฮั่นเต้{หวนตี้}[ห] กับ{หลียิง}[ห] ต่อมาโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] รับเข้าทำงานด้วย โจโฉก็รับใช้อยู่กับโฮจิ๋นในช่วงเวลาเดียวกัน จึงทำนายโหงวเฮ้งว่าโจโฉจะได้เป็นใหญ่ทำให้แผ่นดินสงบ เมื่อตั๋งโต๊ะยึดครองราชธานีก็ใช้ความรู้ในการทำนายโหงวเฮ้ง คัดคนดีเข้ารับราชการ
โหหยอง ดูโหเง้า
{หม่าหร่ง} 馬融 (马融) Mǎ Róng {หม่าหร่ง}<สอดประสาน,อ่อนโยน> นักปราชญ์ชาวเมือง{ฝู่เฝิง}[ข-5] มณฑลราชธานี เป็นคนแรกในประวัติศาสตร์ที่เขียนคำอรรถาธิบายคัมภีร์ทั้งห้าของขงจื้อ{อู่จิง}[ง-5] เป็นอาจารย์ของเต้เหี้ยน{เจิ้งสวน}[1] และโลติด{หลูจื๋อ}[1]
{หม่าเซียง} 馬相 (马相) Mǎ Xiāng {หม่าเซียง}<ร่วมประโยชน์> หัวหน้าโจรที่อำเภอ{เหมี่ยนจู๋}[ข-20.3] ถูกปราบปรามโดยเล่าเอี๋ยน{หลิวเยียน}[1] และเหล่าทหารในท้องที่ เมื่อเริ่มไปรับตำแหน่งสมุหเทศาภิบาลมณฑล{มู่}[ข-13] เอ็กจิ๋ว{อี้โจว}[ข-20] ในปี 188/731
{หลิวจึซ์จิ้ง} 劉子敬 (刘子敬) Liú Zǐ Jìng {หลิวจึซ์จิ้ง}<น่าเคารพ> อาคนหนึ่งของเล่าปี่{หลิวเป้ย}[1]ที่ในบันทึกสามก๊ก{ซานกั๋วจื้อ}[ค-2.3] เป็นผู้กล่าวว่าความทะเยอทะยานของเล่าปี่จะนำความหายนะมาสู่ตระกูล
{หยางซื่อ} 禓賜 (禓赐) Yáng Cì {หยางซื่อ}<ให้เกียรติ,ประทาน> ชื่อทางการ博宇Bó Yǔ {โป๋อยู่}<มากมาย,บริบูรณ์><ห้อง,จักรวาล> ชาวฮองหลง{หงหนง}[ข-9] เป็นองคมนตรีฝ่ายบริการ{ต้าซือถู}[ก-11.2]ตั้งแต่ปลายปี 176/719 ถึงต้นปี 178/721 แม้จะถูกปลดตอนต้นปี 178/721 แต่ต่อมาก็ได้รับแต่งตั้งเป็นองคมนตรีฝ่ายบริหาร{ไท่เว่ย}[ก-11.1] แต่ก็ถูกปลดอีกเมื่อเกิดกบฎโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ในปี 184/727 พอถึงเดือนตุลาคม ปี 185/728 {หยางซื่อ}ก็ได้รับการแต่งตั้งกลับมาใหม่เป็นองคมนตรีฝ่ายปฏิบัติการ{ต้าซือคง}[ก-11.3] และเจ้าพระยาแห่งอำเภอ{หลินจิ้น}[ข-6.4] เพราะฮ่องเต้กลับไปดูฎีกาเก่าๆ แล้วเห็นว่า{หยางซื่อ}ได้ตักเตือนเรื่องโจรกบฎโพกผ้าเหลืองมาก่อนนานแล้ว พอถึงฤดูหนาวเดือนพฤศจิกายน {หยางซื่อ}ก็เสียชีวิตลงและได้รับพระราชทานนามเป็นอัจฉริยะแห่งการปลูกฝังความดีงาม (Brilliant Cultivation) {หยางซื่อ}เป็นบิดาของเอียวปิว{หยางเปียว}[3] และเป็นปู่ีของเอียวสิ้ว{หยางซิว}[49]
{หยางซู่} 羊續 Yáng Xù {หยางซู่}<ดำเนินต่อ,เติม,เสริม> ชื่อทางการ 興祖 (兴祖) Xìng Zǔ {ซิ่งจู่}<เจริญ,รุ่งเรือง,เป็นที่นิยม><บรรพบุรุษ> ชาวอำเภอ{ผิงหยาง} เมืองไทสัน{ไท่ซาน}[ข-19.8] เกิดปี 142/685 ตายปี 189/732 เมื่ออายุได้ 47 ปี เป็นปู่ของเอียวเก๋า{หยางหู้}[87]
{หลูยู่} 盧毓 (卢毓) Lú Yù {หลูยู่}<ให้กำเนิดบุตร,ข้างหลัง> ชื่อทางการ 子家Zǐ Jiā {จึซ์เจีย} <ท่าน,สุภาพบุรุษ><บ้าน,ครอบครัว> เป็นบุตรของโลติด{หลูจื๋อ}[1] เกิดในปี 182/725 ที่อำเภอตุ้นก้วน{จัว}[ข-24.1] เข้ารับราชการเป็นหัวหน้าที่ปรึกษาการออกกฎหมาย จนต่อมาได้เป็นถึงชั้นองคมนตรีของราชวงศ์วุย ตายปี 257/800 เมื่ออายุได้ 75 ปี
เอียวฮ่อง หรือเตียวฮ่อง 趙弘 (赵弘) Zhào Hóng {เจ้าหง}<โอบอ้อมอารี,ใจกว้าง> หัวหน้าโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1]
ฮองฮูสง หรือห้องหูโก๋ 皇甫嵩 Huángfǔ Sōng {หวงฟู่ซง}<(ภูเขา)สูง> เดิมเป็นเจ้าเมือง{ไท่โซ่ว}[ข-14] เป๊กเต้{เป่ยตี๋} มณฑลเหลียงจิ๋ว{เหลียงโจว}[ข-27.7] เป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็นผู้ที่มีความเมตตาและถ่อมตัวอย่างสูง เป็นผู้นำที่เข้าใจและเห็นอกเห็นใจทหาร เมื่อกองทัพตั้งค่ายที่ใด ก็จะอยู่บัญชาการจนกระโจมทหารทุกกระโจมสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วถึงค่อยเข้ากระโจมที่พักของตน และเหล่าทหารต้องได้ รับเสบียงอาหารก่อนตัวเขาเองทุกครั้ง นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมฮองฮูสงถึงได้รับชัยชนะในทุกศึก ฮองฮูสงยกความดีความชอบทั้งหมดในการปราบกบฏโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] ให้แก่จูฮี{จูจุ้น}[1] และกล่าวคำขอโทษโลติดที่ถูกใส่ร้ายว่าเป็นผู้ทรยศในการศึกครั้งนี้ ทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นผู้ใส่ร้าย
เมื่อครั้งที่ฮองฮูสงทำการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} ได้เดินทัพผ่านอำเภอเอกเงียบกุ๋น{เย่} ของรัฐวุย{เว่ยกั๋ว}[ข-26.3] เห็นคฤหาสน์ของขันทีเตียวต๋ง{เจ้าจง}[ห-สิบขันที] ว่าตกแต่งอย่างหรูหราเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต จึงถวายฎีการ้องเรียนในปี 185/728 ว่าควรจะริบคฤหาสน์หลังนี้เสีย และครั้งหนึ่งขันทีเตียวเหยียง{จางร่าง}[ห-สิบขันที] ได้ข่มขู่ขอเงินสินบนจากฮองฮูสงในการที่จะประกาศการพระราชทานตำแหน่งตามความดีความชอบที่ปราบกบฎได้สำเร็จ แต่ฮองฮูสงปฏิเสธที่จะให้ ด้วยเหตุนี้ทั้งเตียวต๋งและเตียวเหยียงจึงเพ็ดทูลฮ่องเต้ว่าปัจจุบันฮองฮูสงกำลังปราบปราม{เป่ยกงโป๋ยู่}[8] ที่เป็นกบฎบริเวณหัวเมืองชั้นในทางภาคตะวันตกของมณฑลราชธานีหลายต่อหลายครั้ง แต่ไม่ได้รับชัยชนะแต่อย่างไร ทั้งยังสิ้นเปลืองเสบียงศึกและกำลังทหารอย่างมาก ฮองฮูสงถูกเรียกตัวกลับทันที และส่งเตียวอุ๋น{จางเวิน}[1] ไปแทน ฮองฮูสงถูกริบตราและพู่ประจำตำแหน่งแม่ทัพรถม้าและทหารม้าซ้าย และถูกลดศักดินาเหลือเพียงหกพันครอบครัว
แต่อีกสามปีต่อมาในปลายปี 188/543 ฮองฮูสงได้รับพระบรมราชโองการเรียกตัวให้กลับมาเป็นแม่ทัพคุมทัพหลวงสี่หมื่นนายเพื่อไปปราบกบฏ{หวังกั๋ว}[8] โดยให้ตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] เป็นแม่ทัพหน้า ตั๋งโต๊ะรู้สึกอับอายและโกรธแค้นมากที่ฮองฮูสงดำเนินแผนยุทธศาสตร์ได้อย่างดีเยี่ยมโดยไม่ทำตามข้อเสนอของตน จึงเริ่มกินแหนงแคลงใจกับฮองฮูสงตั้งแต่นั้นมา [8-2]
เมื่อตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ถูกเรียกตัวให้เข้าราชธานีเพื่อรับตำแหน่งรัฐมนตรี และส่งมอบกองทหารคืนให้แก่ฮองฮูสง แต่ตั๋งโต๊ะขัดขืนพระบรมราชโองการ ฮองฮูสงก็ไม่ได้ลงมือกำหราบเพราะคิดว่า “แม้ว่าการขัดราชโองการจะถือเป็นความผิดใหญ่หลวง แต่ข้าก็จะทำผิดด้วยเช่นกันหากลงโทษคนตามอำเภอใจ ทางที่ดีควรจะส่งรายงานให้ราชสำนักเป็นผู้ตัดสินใจ” แล้วฮองฮูสงก็ส่งรายงานเข้าราชธานี ฮ่องเต้ออกประกาศประณามตั๋งโต๊ะ แต่ตั๋งโต๊ะก็ยังไม่ใส่ใจ และยังตั้งค่ายอยู่ที่เมืองโฮต๋อง{เหอตง}[ข-8] มณฑลราชธานี รอดูสถานการณ์ จนในที่สุดถูกโฮจิ๋น{เหอจิ้น}[1] สั่งให้เดินทัพเข้าราชธานีเพื่อกดดันพระนางโฮเฮา{เหอหวงโฮ่ว}[2] ให้อนุญาตกำจัดเหล่าขันทีที่มีอำนาจในพระราชวังหลวง
แต่เมื่อตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ยึดครองอำนาจในราชธานีได้อย่างเบ็ดเสร็จแล้ว และกำลังจะย้ายราชธานี ในเวลานั้นฮองฮูสงดำรงตำแหน่งแม่ทัพซ้ายมีอำนาจควบคุมทหารสามหมื่นคนอยู่ที่เมือง{โย่วฝู่เฟิง}[ข-5] มณฑลราชธานี ได้ลอบวางแผนเตรียมโจมตีตั๋งโต๊ะ แต่พอดีตั๋งโต๊ะเรียกตัวฮองฮูสงให้เข้าราชธานีมารับตำแหน่งขุนพลประจำประตูเมือง ที่ปรึกษาของฮองฮูสงได้ให้คำแนะนำว่า “ตั๋งโต๊ะปล้นสะดมและทำลายแผ่นดิน ปลดฮ่องเต้และตั้งฮ่องเต้องค์ใหม่ตามใจชอบ เวลานี้ได้ส่งหมายเรียกตัวท่านให้เข้าวัง ถ้าสถานการณ์เลวร้ายเกิดขึ้นท่านจะตกอยู่ในอันตรายและหายนะ อย่างน้อยที่สุดตัวท่านก็ต้องอับอาจและรู้สึกเสียใจ ขอให้ท่านฉวยโอกาสนี้ ตอนที่ตั๋งโต๊ะยังอยู่ที่ลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] ในขณะที่ฮ่องเต้กำลังเสด็จมายังเตียงฮัน{ฉางอัน}[ข-3] ทางตะวันตก นำทหารของท่านไปรับตัวองค์ฮ่องเต้ รับคำสั่งพระองค์โจมตีโจรกบฏ เรียกกำลังเสริมและรวบรวมเจ้าเมืองต่างๆ แล้วตระกูลอ้วนจะกดดันทางตะวันออกส่วนท่านโจมตีทางตะวันตก ไม่ช้าท่านจะจัดการตั๋งโต๊ะได้” แต่ฮองฮูสงไม่ทำตามคำแนะนำ แต่ยอมปฏิบัติตามหมายเรียกเข้าวังเพราะกำลังของตนที่มีอยู่นั้นน้อยเกินกว่าที่จะกระทำการโดยลำพัง และตั๋งโต๊ะก็แต่งตั้งฮองฮูสงเป็นเป็นแม่ทัพกองทหารม้าเร็ว
เมื่อตั๋งโต๊ะ{ต่งจั๋ว}[1] ตาย ฮองฮูสงก็ถูกอ้องอุ้น{หวังหยุน}[3] เรียกตัวให้เข้ารับราชการในสำนักพระราชวังเป็นข้าหลวงส่วนพระองค์จนถึงวันที่เสียชีวิตในปี 195/738 ฮองฮูสงมีส่วนร่วมอย่างมากในแผนการกำจัดตั๋งโต๊ะ และในการนำกองทัพเข้าจับกุมพวกของตั๋งโต๊ะในเมืองหลวงหลังจากโค่นได้แล้ว
ฮั่นต๋ง 韩忠 (韩忠) Hán Zhōng {หันจง}<ซื่อสัตย์,จงรักภักดี> หัวหน้าโจรกบฎโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน}ที่ป้อมอำเภออ้วนเซีย{หว่านเฉิง}[ข-21.1]
โฮจิ๋น 何進 (何进) Hé Jìn {เหอจิ้น}<ก้าวหน้า> ชื่อทางการ 遂高 Suì Gāo {สุ้ยเกา}<ฉับพลัน> <สูง,สูงศักดิ์> เกิดปี 135/678 เป็นพี่ชายคนละมารดากับพระมเหสีโฮเฮา{เหอหวงโฮ่ว}[2] บิดาชื่อ {เหอเจิน}[2] เป็นคนแล่เนื้อโรงฆ่าสัตว์ในเมืองลำหยง{หนานหยาง}[ข-21.1] ในปี 180/723 โฮจิ๋นได้รับตำแหน่งขุนนางเป็นเจ้าเมือง{หยิ่น}[ข-1] โห้หลำ{เหอหนาน}[ข-10] เนื่องจากน้องสาวเข้าวังและถูกแต่งตั้งเป็นพระมเหสีของพระเจ้าเลนเต้{หลิงตี้}[ห] ต่อมาในวันที่ 2 เมษายน ปี 184/727 เมื่ออายุ 49 ปี ได้รับตำแหน่งเป็นผู้บัญชาการปราบปรามโจรโพกผ้าเหลือง{หวงจินจือล่วน} [1-1] และดูแลป้องกันราชธานีโดยตรง โฮจิ๋นเข้าทำลายล้างกองโจรโพกผ้าเหลืองที่ก่อจลาจลในราชธานีลกเอี๋ยง{ลั่วหยาง}[ข-4] ที่นำโดยม้าอ้วนยี่{หม่าหยวนอี้}ด้วยความสำเร็จอย่างสูงจนได้เลื่อนฐานันดรศักดิ์เป็นชั้นเจ้าพระยารอบคอบ 慎侯 Shèn Hóu {เซิ้นโหว} และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการทหารสูงสุด{ต้าเจียงจุน}[ก-15] กำกับดูแลกองทัพทั่วประเทศ โฮจิ๋นถูกขันทีลอบสังหารในวันที่ 22 กันยายน 189/732 เมื่ออายุ 53 ปี
จบตอน 1 ::.

