………. เป็นเรื่องราวทางประวัติศาสตร์ชนชาติไทยยุคบรรพกาล ที่บันทึกจากเหตุการณ์ ช่วงปลายราชวงศ์ต้าซ่ง(ไทสูง)บางแห่งเขียนเป็น “เป่ยซ่ง”แปลว่า “ไทสูงภาคตะวันออก” เอกสารประวัติศาสตร์นี้ ได้บันทึกขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 900 (ชื่ออังกฤษ: Water Margin, Outlaws of the Marsh, All Men Are Brothers (ชื่อจีน: ซ้องกั๋ง หรือ สุยหู่จ้วน)

.

เรื่องราวกล่าวถึง "ผู้กล้า 108 คนที่รวมตัวกันปกป้องบ้านเมือง" ที่บิดามารดา จะนำมาสอนบุตรหลาน ให้รักหวงแหน และทดแทนคุณแผ่นดิน สืบกันมา

ต่อมาได้พัฒนาเป็นนาฏกรรมพื้นบ้าน(งิ้ว) ได้นำเรื่องเล่านี้มาผูกเป็นการแสดงถึงวีรกรรมผู้กล้าทั้ง 108 โดย สุยหู่จ้วน เขียนขึ้นเป็นลายลักษณ์อักษรครั้งแรกโดยใช้ชื่อว่า "ซือไน่อัน"

และต่อมา"หลอกว้านจง" ผู้เรียบเรียงบันทึกเหตุการณ์สงครามรวมชนชาติไทย "ยุทธการน่านเจ้า (สามก๊ก) ได้เรียบเรียงเนื้อหาใหม่ ใช้ชื่อว่า สุยหู่จ้วน ในภาษาจีนอันมีความหมายว่า "ลำนำริมฝั่งน้ำ(Water Margin)"
หมายถึงสถานที่ซึ่งเป็นแหล่งรวมตัวหรือฐานทัพของผู้กล้าทั้งร้อยแปดคน คือ ริมทะเลสาบเหลียงซานป๋อ ซึ่งเป็นฉบับที่นักประวัติศาสตร์ทั่วโลกนำไปศึกษา ปรับปรุง แปรเปลี่ยนเป็นเวรรกรรมชื่ออื่น เพื่อใช้ในการสร้างเสริมจิตวิญญาณรักชาติ ของแต่ละยุค แต่ละประเทศสืบมาจนถึงปัจจุบัน

คุณค่าของจารึกวีรกรรมชนชาติไท ในชื่อ“ซ้องกั๋ง” เสริมส่ง สร้างความคิด จิตวิญญาณ ของผู้ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ฉบับนี้ "เกิดความภาคภูมิใจในความเป็นชนชาติไท" และยกย่องเทิดทูนวีรกรรมของผู้กล้าแห่งเขาเหลียงซาน จนเป็นที่ยอมรับกันอย่างสูงในระดับสากล อีกทั้งยังได้รับการประเมินว่าเป็นวรรณกรรมเอกของโลก ด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ที่เป็นวรรณกรรมของมวลชน เหมาะสำหรับผู้คนทุกรุ่นทุกวัย ตลอดมาทุกยุสมัย

รัฐบาลสาธารรัฐประชาชนจีน ได้เห็นความสำคัญในปลุกสำนึก จิตวิญญาณ ความรักชาติ ของประชาชนให้รวมเป็นหนึ่งเดียว ดังนั้นกระทรวงศึกษาธิการจีนจึงได้กำหนดให้นักเรียนมัธยมต้องอ่านนิยายเรื่องนี้เพราะนิยายเรื่องนี้มีความผูกพันระหว่างบุคคล ซึ่งมีเนื้อหาลึกซึ้งที่ส่งผลสะเทือนต่อจิตใจของมนุษย์ เด็กๆ จะชอบเพราะอ่านแล้วเข้าใจง่ายสนุกสนานน่าติดตาม เป็นเรื่องของตัวเด่น 108 คนที่มีที่มาที่ไปต่างกัน แต่มีเหตุให้ต้องมารวมตัวกันที่ป่าแห่งหนึ่ง เพื่อต่อสู้กับข้าราชการทุจริต

เมื่ออ่านจบจะทำให้เด็กๆ อยากเป็นวีรบุรุษอย่างตัวเอกในเรื่อง หนังสือเล่มนี้สอนให้คนรู้จักต่อสู้เพื่อทวงสิทธิประโยชน์ของตน บทบาทที่สำคัญที่เร้าใจที่สุดคือ "การตอบคำถามที่ว่า
เราจะให้ผู้อื่นข่มเหงรังแกเราอย่างไม่มีเหตุผลต่อไปหรือไม่ ?" หัวใจของเรื่องก็คือ "การกล้าสู้ กล้าแสดงออกในความคิดเห็น กล้าต่อต้าน กล้าเปลี่ยนแปลงในเรื่องที่อยุติธรรมทุกรูปแบบ"

วรรณกรรม”ผู้ยิ่งใหญ่แห่งเขาเหลียงซาน” ในภาษาจีนจะเรียกว่า “ซ้องกั๋ง” เป็นเรื่องราวของ "ชนชาติไทหาญ(ต้าฮั่น)" ที่จับอาวุธขึ้นต่อสู้กับข้าราชการ ขุนนางกังฉินในราชวงศ์ซ้องเหนือ (ไทสูง ค.ศ.960-1127) เพื่อป้องกันตัว เพื่อความอยู่รอด ถ้าพวกเขาไม่สู้ พวกเขาก็จะไม่มีอนาคต ไม่มีชีวิตรอด อันเป็นที่มาของคำว่า "จะอยู่อย่างไท หรือ จะตายอย่างทาส"

วีรบุรุษที่เป็นที่รู้จักกันดีใน “ซ้องกั๋ง” มีอยู่ด้วยกันหลายคน หนึ่งในวีรบุรุษอันเป็นที่ประทับใจผู้คนนั้นที่มีนามว่า “หลินชง” หลินชงเป็นครูฝึกทหารที่ถือว่ามีตำแหน่งไม่เล็กนัก แต่เขาก็ยังถูกขุนนางใหญ่ที่เป็นคนโปรดปรานของฮ่องเต้รังแก จนถึงขนาดจะฆ่าล้างครอบครัว ในตอนแรกหลิงชงได้แต่ก้มหน้ายอมรับโทษทัณฑ์ต่างๆ ตามที่ตนพลาดท่าเสียทีจนถูกใส่ความ

แต่ท้ายที่สุดเมื่อเขาถูกข่มเหงจากข้าราชการฝ่ายรัฐใส่ความและจับไปขังทรมาณในคุก ทำให้เขาทนไม่ได้จึงฆ่าผู้คุม และเดินทางไปร่วมกับผู้กล้าทั้งหลายที่รวมตัวกันต่อต้านรัฐบาลที่เขาเหลียงซาน พร้อมด้วยวีรชน “บู๊สง ผู้ฆ่าเสือด้วยมือเปล่า” เป็นต้น

::: การสัก คือ สัญลักษณ์ของชนชาติไท :::

ในประวัติศาสตร์ได้จารจารึก บันทึกไว้เป็นหลักฐานว่า “ชนชาติไท จะมีสิ่งสังเกตุได้ทั้งชายหญิง คือการสัก จึงเรียกว่า “สามะ หรือ ศาม” แปลว่า “สักดำ” ชาวต่างประเทศออกเสียงเป็น “สุมา Sumar” นักประวัติศาสตร์ และ โบราณคดีเรียกว่า ชนชาติสุมาเรียน หรือ สุเมอเรียน(Sumerian) คือ ชนชาติที่สักตัวด้วยหมึกดำ

ซึ่งเราจะพบเห็นได้จากมัมมี่ของกษัตริย์อีจิปต์ เป็นต้น และนอกจากการสัก ยังมีการตกแต่งฟัน คือ ประดับฟันด้วยการ “เลี่ยมฟันด้วยทองคำ” หรือ “ฝังอัญมณี ในฟันหน้า จึงทำให้สามารถ จำแนกแยกแยะจากชนชาติอื่นได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การนั่ง ชนชาติไท จะนั่งคุกเข่า และ นั่งพับเพียบ นั่งขัดสมาธิราบ = หนัวเข่าไม่ตั้ง ซึ่งชาวยุโรปไม่อาจนั่งขัดสมาธิราบได้

ชนชาติไทโปรดปรานกีฬาเตะตะกร้อ เป็นการเตะลอดบ่วง ซึ่งถ่ายทอดกันในชนชั้นสูงระดับกษัตริย์ ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ดังเราจะเห็นความชำนาญโดยสัญชาติญาณ ที่ชนชาติอื่นแม้ฝึกฝนนานเท่าใด ก็ไม่อาจเก่งกาจได้เท่ากันชนชาติไท

…. กรณีของวีชนผู้กล้าเขาเหลียงซาน ที่กล่าวว่าเป็น “ชนชาติไท” เพราะตามจารึกระบุไว้ชัดว่า “ทุกคนล้วนสักหมึก บนตัว” เพราะการสักนั้นเป็นวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าไทสืบมาแต่บรรพกาล การสักนั้นได้รับการยอมรับนับถือว่าเป็น “เครื่องหมายของผู้กล้า” จึงไร้ข้อสงสัย และยืนยันได้ว่า “วีรบุรุษแห่งเขาเหลียงซาน คือ ชนชาติไท

จุดมุ่งหมายสูงสุดของ"หลอกว้านจง" ผู้จารจารึก บันทึกประวัติศาสตร์ “วีรบุรุษแห่งเขาเหลียงซาน” นี่ไว้ก็คือ ต้องการปลุกจิตสำนึกชนชาติไททุกคน ให้เป็นคนกล้า กล้าที่จะแสดงออก กล้าสู้ กล้าที่จะยืนอยู่ในจุดยืนที่ถูกต้อง เป็นตัวตั้งตัวตี เป็นกำลังสำคัญของชุมชน มีคำพูดกล่าวไว้ว่า “คนดีมีมากแต่คนกล้ามีน้อย”หวังว่าคำพูดนี้จะไม่เป็นความจริง เพราะเราจะช่วยกันเพิ่มคนดีและคนกล้าในสังคมของเราให้มากยิ่งๆ ขึ้น

By admin