
อัญมณีวิทยาบรรพกาล ซึ่งปัจจุบัน วงการศึกษาจะรู้จักกันในชื่อ Archaeo Gemmology (โบราณคดีอัญมณีวิทยา) ซึ่งเป็นการผสมผสานระหว่าง การสังเกตด้วยสายตา เครือข่ายการค้า และ ความรู้ทางวัฒนธรรม และ/หรือ พลังจิต เวทมนตร์อันล้ำค่ามานานนับแสนปี ก่อนที่วิทยาศาสตร์แร่ธาตุสมัยใหม่จะถือกำเนิดขึ้น

– Theophrastus (Peri Lithon / On Stones, c. 300 BCE):
ความพยายามอย่างเป็นระบบครั้งแรกสุดในวัฒนธรรมตะวันตกในการจำแนกประเภทหินและอธิบายลักษณะทางกายภาพของหินเหล่านั้น
– Pliny the Elder (Natural History, Book 37): สารบบที่รวบรวมตำนานมากมาย เกี่ยวกับอัญมณี โดยจัดเรียงตามสี(Color) เอฟเฟกต์แสง(Optical Effects) และ พลังทางยา รวมทั้ง พลังในการสร้างเสริมชีวิต หรือ ปกป้องภยันตราย
– Early Classification Limits: การจำแนกประเภทในสมัยโบราณอาศัยลักษณะทางกายภาพเป็นหลัก เช่น สี ความแวววาว และ ความแข็ง มากกว่าองค์ประกอบทางเคมี หรือโครงสร้างผลึก ตัวอย่างเช่น หินสีแดงโปร่งใสจำนวนมากถูกจัดประเภทอย่างกว้างๆ ว่าเป็น Anthrax หรือ โกเมน(Garnet) แทนที่จะเป็นทับทิมแท้

อัญมณี มีความสำคัญต่ออารยธรรมบรรพกาล อย่างไร ? ::
– Ancient Egypt:อัญมณีล้ำค่าอย่าง Lapis Lazuli Turquoise, carnelian, และ Emeralds ซึ่งล้วนมีความสำคัญ ที่เกี่ยวข้องกับความอุดมสมบูรณ์ การปกป้องคุ้มครอง และความเป็นกษัตริย์ ดังเช่นในกรณีของพระนางคลีโอพัตราเป็นต้น
– Mesopotamia & India:มีการใช้ Lapis Lazuli ที่นำเข้ามาจากเทือกเขาฮินดูกูช ในขณะที่การค้าจากอินเดียยุคแรกได้จัดส่งเพชรและพลอยตระกูลCorundum ที่มีสีสันสวยงามไปสู่โลกยุคโบราณ
– Ancient Greece & Rome: ทั้งสองวัฒนธรรม มีช่างที่ล้วนเชี่ยวชาญศิลปะการแกะสลัก (ภาพนูนต่ำและภาพนูนต่ำที่ แกะสลักลงบนหินแข็ง) โดยเจาะฝังไพลินเข้าไปในรูปหินนอ่นสลักเทพอะพอลโล และ ใช้หินอย่างเช่นHematite หรือ Quartz รมควันเพื่อเป็นเครื่องรางป้องกันภัย
– Ancient China: จักพรรดิ์ และ สังคมระดับสูงในยุคบรรพกาลนับหมื่นปี ล้วนให้ความสำคัญแก่อัญมณีที่มีค่าสูงสุด ยิ่งกว่าทองคำ คือ “หยก(Jade)” เป็นที่เคารพนับถือเหนืออัญมณีอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องมาจากคุณธรรมที่รับรู้และถ่ายทอดพลังจิตวิญญาณ และ ยังพบว่า “หยก” นี้เป็นอารยธรรมที่เผยแผ่เข้าไปในชนโบราณเช่นชาวอินคา มายัน ในทวีปอเมริกาใต้ ทั้งที่ห่างกันนับแสนไมล์ ดังปรากฏในหลักฐานทางโบราณคดีที่ค้นพบได้ทั่วไป ในพื้นที่ดังกล่าว

Scientific vs. Historical Reality ::
– Misidentified Stones: การทดสอบทางโบราณคดีแร่สมัยใหม่เผยให้เห็นว่า ชื่อเรียกในอดีตมักใช้เรียกกลุ่มแร่ที่ไม่เกี่ยวข้องกัน ตัวอย่างเช่น “Topazos” ในสมัยโบราณ มักหมายถึงPeridot มากกว่าTopaz ในปัจจุบัน
– Early Treatments:ช่างฝีมือในยุคบรรพกาล รู้จักวิธีการ และเชี่ยวชาญในการปรับปรุงคุณภาพอัญมณีมาตั้งแต่ยุคแรก เช่น การนำมรกตไปแช่น้ำมันเพื่อเพิ่มความใส แวววาว เป็นต้น

หลักฐาน พลังอาถรรพ์ของอัญมณี มีอยู่จริง
ตัวอย่างหนึ่งในหลายร้อยกรณี แต่ที่โด่งดังที่สุดก็คือ “Black Orlov Dianond” ซึ่งเป็นอัญมณีเพชรสีดำ เพชรเม็ดนี้มีขนาดใหญ่ถึง 195 กะรัต ซึ่งเป็นที่รู้จักในนามของ ‘Eye of Brahma’ (ดวงเนตรแห่งพระพรหม)

ด้วยมันถูกใช้ประดับเป็นดวงตาของเทวรูปพระพรหม เทพผู้สร้างโลกและให้กำเนิดทุกสรรพชีวิตตามคติความเชื่อทางศาสนาฮินดู ซึ่งประดิษฐาน ณ ศาสนาสถานแห่งหนึ่งในเมือง Pondicherry เมืองทางตอนใต้ของประเทศอินเดีย แต่แล้วเพชรเม็ดนี้กลับถูกนักบวชผู้หนึ่งขโมยไป และแล้วที่มาของคำสาปก็ถือกำเนิดขึ้น เมื่อนักบวชผู้นี้ถูกพบในสภาพร่างไร้วิญญาณจากการถูกฆาตกรรม เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ชาวเมืองต่างเชื่อและพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าเป็นเพราะคำสาปแห่งเทพ ที่สาปให้ผู้ใดก็ตามที่ได้ข้องเกี่ยวกับเพชรเม็ดนี้จะต้องพานพบกับหายนะ

แล้ววงล้อแห่งคำสาปมรณะก็เริ่มหมุนไป…
ในปี 1932 J.W. Paris นักธุรกิจชาวอเมริกัน ได้ซื้ออัญมณีเพชรเม็ดนี้มาไว้ในครอบครอง แต่เพียงไม่กี่เดือนหลังจากนั้น ธุรกิจของเขาก็เริ่มประสบกับปัญหาและทวีความรุนแรงขึ้นจนตัวเขาไม่สามารถต้านทานไหว สุดท้ายเขาตัดสินใจจบชีวิตตัวเองด้วยการกระโดดจากตึกระฟ้าแห่งหนึ่งในแมนฮัตตัน การตายของ J.W. Paris ยิ่งตอกย้ำความเชื่อเรื่องอาถรรพ์และคำสาปของเพชรเม็ดนี้ให้น่ากลัวยิ่งขึ้นไปอีก

เวลาผ่านไป 15 ปี ภายหลังจากการตายของ J.W. Paris เพชรเม็ดนี้ได้เดินทางไปอยู่ในครอบครองของเจ้าหญิง Nadia Vyegin-Orlov หนึ่งในสมาชิก ราชวงศ์แห่งราชสำนักรัสเซีย แต่ในช่วงเหตุการณ์การปฏิวัติการปกครองในรัสเซีย เจ้าหญิง Nadia Vyegin-Orlov จำต้องลี้ภัยไปยังต่างประเทศเพื่อความปลอดภัย สำหรับการเดินทางครั้งนี้จำเป็นต้องนำข้าวของมีค่าและเพชรนิลจินดา รวมถึงเพชรสีดำเม็ดนี้ออกขายเพื่อเป็นทุนทรัพย์ แต่แล้วโศกนาฎกรรมก็บังเกิดแก่ผู้เป็นเจ้าของอีกวาระหนึ่ง เมื่อเจ้าหญิง Nadia Vyegin-Orlov จบชีวิตลงด้วยการฆ่าตัวตายอย่างไม่มีผู้ใดทราบสาเหตุ แล้วชื่อของ ‘ดวงเนตรแห่งพระพรหม’ จึงได้ถูกเปลี่ยนเป็น ‘Black Orlov’ นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เมื่อประมาณปี 1950 เพชร Black Orlov ได้ตกอยู่ในมือเจ้าของคนใหม่ คือ Charles F. Wilson พ่อค้าอัญมณีชาวนิวยอร์ก หลังจากที่ได้เพชรเม็ดนี้ไว้ในครอบครอง เขาได้นำมาเจียระไรตัดแต่งเสียใหม่ จนมีขนาดลดลงจาก 195 กะรัต เหลือเพียง 67.5 กะรัต การที่เขาตัดแต่งเจียระไนเพชร Black Orlov เสียใหม่นั้น จะแค่เพียงเพื่อต้องการทำให้เพชรเม็ดนี้ฉายประกายได้งามเด่นยิ่งขึ้น หรือเป็นเพราะไม่ต้องการให้วงล้อแห่งคำสาปติดตามมาจนเจอตามความเชื่อในเรื่องอาถรรพ์คำสาปมรณะ ไม่มีใครทราบเหตุผลที่แน่ชัด แต่หลังจากที่เพชร Black Orlov ถูกลดขนาดลง ก็ดูเหมือนว่าโศกนาฎกรรมที่เคยเกิดแก่ผู้เป็นเจ้าของไม่เป็นที่ปรากฎให้ได้ยินอีกเลย

Kuruu Rin Po Chae
28 Oct 2569
02:22:am


