:: จักพรรดินีไท บูเซกเทียน :: ภาค 1 :: EP 4
ต้นกำเนิดคำว่า "แม่" ในภาษาไท มาจากการตั้ง จักพรรดินีไทองค์แรก คือ พระนางบูเซ็กเทียน
ต่อมาจักรพรรดิถังไท่จง พระราชทานพระนามให้แก่พระนางใหม่ว่า"แม่" จีนออกเสียงเป็น "เม่ย์" (媚) ทำให้ในปัจจุบัน ประชาชนจีนมักเอ่ยพระนามของพระนางว่า อู่เม่ย์ หรือ อู่เม่ย์เหนียง (武媚娘)
เมื่อกล่าวถึงชีวิตในวัยเยาว์ของพระองค์ และจะใช้ชื่อเรียกพระนามว่า อู่โฮ่ว เมื่อกล่าวถึงพระนางในช่วงที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นพระมเหสี (หรือฮองเฮา) และพระพันปี (หรือไทเฮา) แล้ว
ส่วนการใช้คำว่า อู่ เจ๋อเทียน (จีน: 武則天) จะใช้เมื่อกล่าวถึงพระองค์ในขณะดำรงพระยศเป็นจักรพรรดินี (ฮ่องเต้) แห่งราชวงศ์อู่โจวของจีน)
บูเซ็กเทียน จัดว่าเป็นราชนิกูลโดยกำเนิด เพราะพระราชมารดาของจักรพรรดินีบูเซกเทียน (อู่ เจ๋อเทียน) นั้นเดิมทรงเป็นราชนิกูลเชื้อสายพระราชวงศ์สุย (隋朝) ที่ปกครองแผ่นดินมาก่อนราชวงศ์ถัง ซึ่งท่านหญิงหยาง พระราชมารดาของพระนางนั้นเดิมเป็นพระนัดดาของกวนหวัง (关王) หรือพระนามเดิม หยางสง ซึ่งเป็นพระญาติสนิทของสมเด็จพระจักรพรรดิสุยหยางตี้ (พระนามจริงว่า หยางกว่าง) จักรพรรดิองค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์สุย จึงนับได้ว่าท่านหญิงหยางเป็นผู้เกิดในชาติตระกูลสูง หากราชวงศ์สุยมิได้ล่มสลายลงไปเสีย อู่ซื่อฮั่วคงมิได้มีโอกาสพบองค์หญิงหยาง แต่เมื่อราชวงศ์สุยล่มสลายไป องค์หญิงหยางจึงจำต้องหาที่พึ่งพิง สตรีในยุคนั้นมีทางเลือกไม่มากนัก เนื่องจากขณะนั้นพระองค์เป็นเพียงสมาชิกราชวงศ์ที่ตกยาก ซึ่งอู่ซื่อฮั่วเองก็ต้องการที่หาภริยาที่จะมาส่งเสริมเชิดชูเกียรติของตนเองเช่นกัน โดยเฉพาะในยามที่ต้องออกสังคมกับพวกขุนนาง ซึ่งก็มักจะเป็นผู้เกิดในตระกูลสูงเสียเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นองค์หญิงเชื้อสายราชวงศ์สุยอย่างองค์หญิงหยางจึงเป็นที่หมายปองของอู่ซื่อฮั่วเป็นอย่างมาก เมื่อความต้องการของทั้งสองฝ่ายตรงกัน องค์หญิงหยางจึงทรงสมรสกับอู๋ซื่อฮั่ว และถูกเรียกขานนามว่าท่านหญิงหยาง นับแต่นั้นมา
ครั้นต่อมาเมื่อท่านหญิงหยางได้ให้กำเนิดทารกน้อยบูเช็กเทียน (อู่ เจ๋อเทียน) ได้มีบันทึกเรื่องราวไว้ว่า "...มีโหรใหญ่คนหนึ่งชื่อ "หยวนเทียนกัง" มาเห็นทารกน้อยที่น่ารักคนนี้ และนึกว่าเป็นเด็กชายจึงออกปากทักไปว่า เด็กคนนี้ถ้าหากเป็นหญิงล่ะก็ ต่อไปจะได้เป็นใหญ่ที่สุดในแผ่นดินจีนเป็นแน่ ยิ่งกว่านั้นเมื่อบูเช็กเทียนได้เข้าวังไปแล้ว โหราจารย์แห่งราชสำนักยังได้พยากรณ์สำทับอีกว่า ต่อไปสตรีแซ่อู่จะมีอำนาจ และสร้างราชวงศ์ถังให้ยิ่งใหญ่ระบือไกลไปชั่วนิรันดร์.." ซึ่งก็เป็นจริงตามคำทำนายของโหราจารย์ทั้งสองนั้นทุกประการ
จักรพรรดินีอู่ ประสูติในปีที่ 7 แห่งรัชสมัยของสมเด็จพระจักรพรรดิถังเกาจู่ โดยปีนั้นเป็นปีที่เกิดสุริยุปราคาเต็มดวง (total eclipse of the Sun) ซึ่งสามารถมองเห็นได้ทั่วแผ่นดิน บิดาของพระนางคือ อู่ ซึ่อฮั่ว (武士彠) ซึ่งเป็นคหบดีที่มีฐานะร่ำรวยคนหนึ่ง ทำกิจการค้าไม้สักที่ใช้ในการสร้างปราสาทพระราชวัง ของกษัตริย์ทุกแว่นแคว้น
ในช่วงปีสุดท้ายของรัชสมัยสมเด็จพระจักรพรรดิสุยหยางตี้ นั้น หลี่ยวน (李淵) ผู้มีตำแหน่งแม่ทัพขุนนางในราชวงศ์สุย ซึ่งภายหลังกลายเป็นจักรพรรดิถังเกาจู่แห่งราชวงศ์ถังได้เข้าพักอาศัยอยู่ในบ้านของตระกูลอู่ (หรือบู) หลายครั้งจนมีความสนิทสนมกับตระกูลนี้ หลังจากหลี่หยวนล้มล้างอำนาจของสมเด็จพระจักรพรรดิสุยหยางได้แล้ว พระองค์ได้ตอบแทนตระกูลอู่ด้วยเงินทอง เมล็ดพันธุ์พืช ที่ดิน และแพรพรรณเนื้อดีต่าง ๆ เป็นอันมาก และเมื่อสถาปนาราชวงศ์ถังสำเร็จ อู่ซี่อฮั่วได้รับตำแหน่งเสนาบดีอาวุโสและตำแหน่งผู้ครองเมืองหยางโจว ลี่โจว และจิงโจว (Jingzhou; จีน: 荊州) ปัจจุบันคือ เขตเจียงหลิง (江陵县) ในมณฑลหูเป่ย์ ต่อมาสมเด็จพระจักรพรรดิเกาจู่ได้สละราชสมบัติ พระราชโอรสของพระองค์ คือ เจ้าชายหลี่ซื่อหมิน (李世民) จึงได้ขึ้นครองราชย์ต่อเป็นถังไท่จงฮ่องเต้ ดังปรากฏในประวัติศาสตร์
อู่ เจ๋อ เทียน(บูเซกเทียน) ได้รับการบ่มเพาะ ปลูกฝังอุดมการณ์ ที่จะสร้างความยิ่งใหญ่ให้กับชนชาติไท จากพระมารดา ดังนั้นจึงไม่เป็นที่แปลกใจว่าเหตุใด จึงเต็มใจที่จะส่งบุตรีเข้าวัง เพราะทั้งหมดมารดาของอู่เจ๋อเทียนได้มีวางกุศโลบายไว้เรียบร้อยสมบูรณ์แบบ และทุกอย่างก็เป็นไปตามปณิทานของพระมารดา อู๋เจ๋อเทียน ได้ขึ้นเป็นจักพรรดินีไทองค์แรก ที่ได้สร้างความเจริญก้าวหน้า ทั้งทางด้านศิลป วิทยาการ ปรัชญา ศาสนา และการปกครอง นำความเจริญ มั่งคั่ง มาให้แก่แผ่นดิน และชนชาติไททุกหมู่เหล่า เผ่าชน อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในประวัติศาสตร์ จนเป็นที่รู้จักไปในโลกกว้างอย่างเป็นอมตะ





